แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

4 สารพิษในบ้าน อันตรายใกล้ตัว (สุดๆ)


ไม่เฉพาะอันตรายจากสารพิษ สารเคมี และสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม (นอกบ้าน) เท่านั้น แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ในบ้านอันแสนอบอุ่นของคุณนั่นแหละ ที่มีภัยเงียบจากสารเคมีนานาชนิดตกค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ต่างๆ ในบ้าน ฝุ่นละออง ฯลฯ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ เพราะองค์การอนามัยโลก ถึงขนาดได้ออกมาประเมินว่า ในประเทศด้อยพัฒนา มลพิษจากอากาศภายในอาคารและบ้านเรือนริมถนน เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคทางเดินหายใจ โรคปอด และโรคมะเร็ง ที่ทำให้คนตายรวมกันไม่น้อยกว่าปีละ 2 ล้านคนเลยทีเดียว (เสียวฝุดๆ)

มีอะไรบ้างล่ะที่เสี่ยง

1) ฟอร์มัลดีไฮด์ นอกจากสารพิษชนิดที่ดมแล้วได้กลิ่น อย่างสารปนเปื้อนคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่ระเหยจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อ เพลิง กลิ่นใหม่ๆ จากของใช้ในบ้านแล้ว ยังมี "กลิ่นฉุน" ที่แฝงตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ นั่นก็คือเจ้าฟอร์มัลดีไฮด์ สารร้ายในบ้านนั่นเอง

เจ้าสารชนิดนี้ เป็นแก๊สไม่มีสี แต่มีกลิ่นฉุน เป็นสารประกอบของฟอร์มาลินที่ใช้ฉีดและดองศพ ถ้ามีสารนี้ เราจะสังเกตง่ายๆ ก็คือ เราจะรู้สึกแสบตา มึนหัว หายใจอึดอัด ภายในบ้านเราจะพบได้ในเฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของไม้อัด สารต้านเชื้อราในกาวลาเท็กซ์ที่ใช้ประกอบเครื่องเรือน แล็กเกอร์เคลือบไม้ พรมปูพื้น สีทาบ้าน วอลล์เปเปอร์ ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ผ้าหุ้มเบาะโซฝา และเสื้อผ้าประเภทยับยาก ฟอร์มัลดีไฮด์ ทังหมดนี้ ล้วนเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งคนในบ้านเสี่ยงเมื่อสัมผัส

2) น้ำยาทำความสะอาด น้ำยาทำความสะอาดเครื่องครัวบางชนิดมีโซดาไฟ เป็นส่วนประกอบซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อ เป็นพิษต่อร่างกาย ต่อมาคือสารเคมีที่ใช้ในการขจัดสิ่งอุดตันในท่อน้ำทิ้งมักเป็นสารอันตรายที่ มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง รวมทั้งยังต้องหลีกเลี่ยงการสูดกลิ่นเหล่านี้ เพราะมีอันตรายรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีน้ำยาทำความสะอาดพื้นบ้าน ที่ปัจจุบันนี้ บ้านไหนก็ต้องมี ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นคือสารกลุ่มอัลคิล ฟีนอล อีธอกไซเลต ที่มีรายงานความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสาร NPE หากทาน สูดดม หรือสัมผัสในปริมาณความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดิน หายใจ ทางเดินอาหาร ตา และผิวหนังอย่างรุนแรง

3) มันมากับความหอม ใครๆ ก็ชอบใช่มั้ยล่ะความหอม ด้วยเหตุนี้ ในบ้านจึงมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำให้สิ่งต่างๆ หอมดั่งเนรมิต แต่เจ้าความหอมที่ว่า มักมีอันตรายแฝงมาเสมอ เริ่มจากสบู่เหลวกลิ่นต่างๆ ใครจะรู้ว่าภายใต้ความหอมละมุนในช่วงอาบน้ำนั้นจะเต็มไปด้วยสารเคมี สังเคราะห์ที่ใช้ผสมลงไปจนกลายเป็น "สบู่เหลวเทียม" ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวแพ้ง่าย จนถึงขั้นเสี่ยงต่อมะเร็งในระยะยาว ในบางประเทศเขาห้ามหรือประกาศเตือนกันแล้วล่ะ แต่ไม่รู้ในบ้านเรายังมีการใช้สาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) และPEG (polyethylene Glycol) กันหรือเปล่า

ต่อไปคือผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นในห้องน้ำ ที่เมื่อสูดกลิ่นเข้าไปแล้วอันตรายอย่างแน่นอน แต่ที่มากกว่านั้นก็คือหากสัมผัสสารเหล่านี้บ่อยครั้งจะทำให้เกิดอาการคัน และระคายเคืองต่อผิวหนัง คลื่นไส้ อาเจียน รวมทั้งยังเป็นสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากน้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาซักแห้ง อโรมาเธอราปี ซึ่งบางคนอาจแพ้ ต้องรู้จักสังเกตและเลี่ยงใช้ผลิตภัณฑ์ที่แพ้ก่อนที่จะเกิดการสะสมพิษในระยะ ยาว

เพราะจริงๆ แล้วสารเคมีที่ให้กลิ่นหอมเหล่านั้น เคยมีการทดลองในสหรัฐฯ แล้วพบว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ปล่อยสารระเหยอินทรีย์ออกมามากกว่า 20 ชนิด และ 7 ชนิด จาก 20 ชนิดตามกฎหมายถือเป็นสารอันตรายหรือเป็นพิษ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง กลิ่นระเหยของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ไม่ได้ทำให้อากาศในบ้านหอมขึ้น แต่จะไปกลบกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นอับอื่นๆ ที่เราไม่ชอบ การหลีกเลี่ยงด้วยการเปิดห้องให้อากาศถ่ายเทน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่า

4) อันตรายจากเทคโนโลยี โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ไมโครเวฟ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ นับเป็นเทคโนโลยีที่มีสารอันตรายปะปนอยู่ด้วยเสมอ ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม ฯลฯ สารพิษนานาชนิดเหล่านี้ จะถูกปล่อยออกมาปะปนในอากษส โดยที่วัสดุสังเคราะห์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจะปล่อยสารเคมีหรือไอระเหยที่เป็น พิษนับร้อยชนิดสู่อากาศ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมา เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด ระคายเคือง ไซนัส อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดต้นคอ ปวดศีรษะ เป็นต้น
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้จำแนกสารอันตรายที่อยู่ในผลิตภัณฑ์อิล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เอาไว้ เช่น ตะกั่ว เป็นส่วนระกอบในการบัดกรีแผ่นวงจรพิมพ์ หลอดภาพรังสีแคโทด (CRT) เป็นต้น ผลกระทบจะทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ระบบโลหิต โดยเฉพาะเด็กจะมีผลกระทบต่อพัฒนาการสมองเนื่องจากเด็กสามารถดูดซึมตะกั่วได้ มากกว่าผู้ใหญ่ 5 เท่า

แคดเมียม มักพบในแผ่นวงจรพิมพ์ ตัวต้านทาน แบตเตอรี่แบบชาร์จได้ ซึ่งสารเหล่านี้จะสะสมในร่างกาย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไตและกระดูก ทำลายระบบประสาท ส่งผลต่อพัฒนาการและการมีบุตร ส่วน ปรอท มักพบในตัวตัดความร้อน สวิตซ์ และอุปกรณ์ให้แสงสว่างในจอภาพแบบแบน หากปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำจะสะสมต่อไปในห่วงโซ่อาหาร ส่งผลต่อสมอง ไต และอวัยวะต่างๆ และเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง

นอกจากนี้ ยังมีอันตรายจากสารพิษอื่นๆ ที่แฝงอยู่ในบ้าน จำเป็นที่เราต้องระมัดระวัง โดยหันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติให้มากขึ้น เพราะภัยอันตรายจากสารพิษเหล่านี้ ไม่ได้เกิดเพียงชั่วข้ามคืน ที่สำคัญยังมองไม่เห็น การป้องกันก่อนเกิดจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

 ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก บ้านปลอดพิษ ชีวิตปลอดภัย โดย ผศ.ดร.พูลสุข ปรัชญานุสรณ์ สำนักพิมพ์มติชน (หน้าพิเศษ Hospital Healthcare)

ยุงชอบกัดคนแบบไหน


คุณคงเคยสังเกตพบว่ายุงชอบกัดคนบางคนมากกว่าเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกัน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผลจากการวิจัยพบว่า

1.ยุงชอบกัดคนที่มีเหงื่อออกมาก
2.ยุงชอบกัดคนที่ตัวร้อน (อุณหภูมิบริเวณผิวหนังสูง)
3.ยุงชอบกัดคนที่หายใจแรง เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมากับลมหายใจเป็นตัวดึงดูดยุง
4.ยุงชอบกัดเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะกลิ่นและลักษณะผิวหนัง
5.ยุงชอบกัดผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เพราะฮอร์โมนแตกต่างกัน
6.ยุงชอบกัดคนที่ใส่เสื้อผ้าสีเข้ม เช่น สีดำ กรมท่า แดง เขียว มากกว่าสีขาว


วิธีการป้องกันไม่ให้ยุงกัดได้อย่างไร

1.จัดสภาพบ้านให้เรียบร้อย ไม่เป็นแหล่งอาศัยของยุง และป้องกันไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงบริเวณบ้าน

2.ไม่เลี้ยงสัตว์ไว้ใต้ถุนบ้าน เพราะยุงบางชนิด เช่นยุงพาหะโรคไข้สมองอักเสบชอบกัดสัตว์ จึงเป็นการดึงดูดยุงเข้ามากัดคนได้

3.นอนในมุ้งหรือติดมุ้งลวด หรือใช้พัดลมเป่าไม่ให้ยุงเข้าใกล้

4.ใช้ สารไล่แมลง หรือสารป้องกันแมลง (repellents) ซึ่งผลิตจากสารธรรมชาติ เช่น ตะไคร้หอม ไพล ขมิ้นชัน มะกรูด ยูคาลิปตัส ฯลฯ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติสามารถป้องกันยุงได้ประมาณ 30 นาที - 4 ชั่วโมง ในการพัฒนาตำรับต้องนำมาเติมสารตรึง (fixative) จึงจะป้องกันยุงได้นานขึ้น

5.ใช้ ผลิตภัณฑ์ทาป้องกันยุงซึ่งผสมสารเคมีสังเคราะห์ที่ไม่เป็นอันตราย เช่น Ethyl Butylacetylaminopropionate, Picaridin, Deet , Dimethyl Phthalate (DMP), Ethyl Hexanediol ฯลฯ ทาบริเวณแขน ขา จะป้องกันยุงได้ประมาณ 2-8 ชั่งโมง

6.ใช้ยาจุดกันยุง เครื่องไล่ยุงไฟฟ้า

7.หากพบว่ามียุง ใช้ไม้ตียุงไฟฟ้า หรือใช้น้ำยาล้างจาน 1 ส่วนผสมน้ำ 4 ส่วน ใส่กระบอกฉีดพ่น

8.ใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดยุงกระป๋อง ฉีดเฉพาะบริเวณมุมอับ ใต้เตียง ใต้โต๊ะ ทิ้งไว้ 15-30 นาที ก่อนเข้าไปในห้อง


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค
  http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_nih/ez.mm_displayH.asp


วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

12 ทริคง่ายๆ ให้สุขภาพที่ดี

คงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า สุขภาพดี หาซื้อไม่ได้ที่ไหน อยากได้ต้องทำด้วยตัวเองกันมาแล้ว แม้จะรู้ซึ้และตระหนักดีในถ้อยคำดังกล่าว แต่หลายครั้งที่เราละเลยเรื่องง่ายๆ เพื่อไปเผชิญหน้ากับเรื่องยากๆ และปัญหามากมายที่จะตามมาในอนาคต นั่นหมายถึงการที่เราใช้ชีวิตในแต่ละวันโดยไม่ใส่ใจในการดูแลสุขภาพ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องง่ายแสนง่าย จนปล่อยให้สุขภาพย่ำแย่ และต้องเยียวยาอย่างหนัก ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจไม่มีทางแก้ใดๆ เลย ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำในการดูแลสุขภาพง่ายๆ ที่ทำแล้วเห็นผล บางข้อหลายคนอาจรู้แล้ว แต่ลืมเลือนหรือยังไม่ได้ลงมือทำอย่างจริงจังเสียที

Enjoy The Morning Sun การตื่นเช้าแล้วออกไปรับแดดอ่อนๆ ก่อนเวลา 09.00 น. ในแต่ละวัน วันละ 10-15 นาที จะช่วยทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันก็จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่น แจ่มใส และมีชีวิตชีวา



Sip Oolong Tea จิบชาอู่หลงวันละ 3 เวลา มีส่วนช่วยลดปริมาณไขมันเลวในเส้นเลือด และลดระดับคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี เพราะสารในใบชาที่ชื่อ Catechin Polyphenol ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปัญหากลิ่นปากและแบคทีเรีย ป้องกันฟันผุได้อีกด้วย




Have Some Honey หากเกิดอาการนอนไม่หลับ อย่าเพิ่งนึกถึงยานอนหลับฤทธิ์แรง ลองทานน้ำผึ้งสัก 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น ในเวลาอาหารเย็นทุกวันจะช่วยให้นอนหลับได้สนิท ตื่นเช้าจะรู้สึกผ่อนคลายและสดใส ขณะเดียวกันน้ำผึ้งยังมีสรรพคุณช่วยลดอาการโลหิตจางเนื่องจากน้ำผึ้งมีธาตุ เหล็ก ซึ่งเป็นองค์ประกอบของฮีโมโกลบิน จึงช่วยเพิ่มเม็ดเลือดแดง




Go Herbal ไม่ต้องสรรหาอะไรที่ยุ่งยาก เพราะสมุนไพรเป็นเรื่องใกล้ตัวและมีประโยชน์มากมาย ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ใบกะเพรามีฤทธิ์ขับไขมันและน้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกาย อีกทั้งกะเพราจะช่วยขับน้ำดีในตับออกมาให้ช่วยย่อยไขมันได้ดีขึ้นด้วย


Rub Your Temples นวดขมับด้วยเปปเปอร์มินต์ออย หรือน้ำมันหอมระเหยอื่นๆ ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายจากความตึงเครียดได้



Get A Good Pair of Sneakers การเลือกรองเท้าผ้าใบดีๆ ช่วยให้การออกกำลังกายด้วยการเดินของคุณเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากจะได้เหงื่อแล้ว ยังช่วยถนอมสุขภาพเท้าด้วย



Go Fish ปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่ทรงคุณค่า หากคุณมีอาการตาแห้ง ลองทานแซลมอนหรือแมคคาเรล ซึ่งมีโอเมก้า 3 แฟตตี้ เอซิด ที่ร่างกายใช้ผลิตน้ำตา


Love Lavender ลาเวนเดอร์เป็นกลิ่นที่ทรงพลัง ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและทำให้หลับสบาย อีกทั้งมีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อ ลดอาการผิวหนังที่ระคายเคือง พุพอง เพราะมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เมื่อสูดดมจะช่วยลดอาการเจ็บคอและหลอดลมอักเสบได้


Make Small Talk การพูดคุยกับเพื่อนฝูง เจรจาพาทีและเล่นเกมทายคำ เพียงแค่วันละ 10 นาที ช่วยทำให้รักษาระบบความจำได้

Don't Go Fake เทรนด์การทำผิวสีแทนเริ่มได้รับความนิยมในสาวๆ และหนุ่มๆ บางกลุ่ม เพราะมีความเชื่อว่าการมีผิวสีแทนคือเสน่ห์อย่างหนึ่ง แต่การทำผิวสีแทนด้วย Sun Bed เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ เพราะหลอดไฟจะทำให้เกิดรังสี UVA ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดผิวไหม้ ผิวสีแทน ผิวแก่ก่อนวัย เกิดรอยย่นที่ใบหน้าหรือแม้กระทั่งมะเร็งผิวหนังได้


Away From Soda การดื่มโซดาเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว จะส่งผลให้ไตมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลงกว่าผู้ไม่ดื่มโซดาถึง 3 เท่า นั่นหมายถึงว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการไตวายได้ และคนที่ดื่มโซดาทุกวันจะมีความเสี่ยงเป็นโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด เช่น โรคเส้นเลือดในสมองตีบตัน และโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นโรคอันตราย มากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มถึง 43% ดังนั้นหากลดได้ก็ควรลด และหากหลีกเลี่ยงได้ก็จะยิ่งดี

Drink Little By Little การดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในคราวเดียวไม่ใช่วิธีการดื่มน้ำที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ควรดื่มน้ำทีละน้อยๆ แต่บ่อยครั้งตลอดทั้งวัน เพื่อให้ร่างกายมีเวลาในการดูดซึม


 ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จากสนุกดอทคอม

สมุนไพรช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลีย




ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ที่ต้องผจญกับกับปัญหาเร่งรีบ โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานดึกดื่น ทานอาหารไม่ตรงเวลา ซึ่งหากมีพฤติกรรมเช่นนี้เรื่อยๆ อาจนำไปสู่ภาวะเสี่ยง ‘อ่อนเพลียเรื้อรัง’

สัญญาณเตือนอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง เกิดจากภาวะความเครียดสะสม ส่งผลระบบกลไกการทำงานในร่างกายผิดปกติ และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้

- มีอาการง่วง อยากนอนตลอดเวลา และบางครั้งจะนอนหลับไม่สนิท รู้สึกไม่สดชื่นหลังตื่นนอนตอนเช้า
-เหนื่อยง่าย ไม่มีแรงความจำเสื่อม หลงลืมง่าย ลำไส้แปรปรวน แพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้มาก่อน เช่น ข้าว ไข่
-อยากรับประทานของหวาน หรือกาแฟ ตลอดเวลา เมื่อทานแล้วรู้สึก สดชื่น และประมาณ 15 นาทีหลงัจากนั้นก็จะรุสึกอ่อนเพลีย

สารพัดอาการกล่าวมาข้างต้นที่กล่าวมา คืออาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่ง สามารถเกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ หลายคนอาจมองข้ามคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริงๆแล้วส่งผลกระทบกับชีวิตอย่างรุนแรง ทั้งเรื่องงาน เรียน เป็นต้น

สมุนไพรช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียได้อย่างไร

ภาวะขาดสารอาหารหรืออาหารไม่ย่อย ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ทั้งสิ้น จึงควรกินวิตามินและแร่ธาตุรวมเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติ และชะเอมเทศบรรเทาอาการกล้ามเนื้อเกร็งโดยกระตุ้นต่อม หมวกไตให้ผลิตฮอร์โมนคอร์ติโซนเพื่อคลายเครียด สำหรับใครที่ต้องการให้ความอ่อนเพลียหยุดชะงักเลย หรืออยากตื่นตัวขึ้มาทันที แนะดื่มน้ำสมุนไพร น้ำมะนาวหรือมะข้ามป้อม นั้นเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย ช่วยให้กระชุ่มกระชวย ดื่มง่ายและทำได้ง่าย



สูตร น้ำผึ้ง + เกลือ+ มะนาว หรือมะข้ามป้อม น้ำมะนาวหรือมะข้าม
1. บีบน้ำมะนาว 1 ผลลงในแก้ว ผสมกับน้ำอุ่นที่ต้มแล้ว 1 ถ้วย (ถ้วยละ 8ออนซ์)
2. ดื่มเป็นสิ่งแรกของวัน ในตอนเช้า
3. หลังจากดื่มน้ำมะนาว งดการดื่มหรือกินสิ่งใดๆ ภายในครึ่งชั่วโมง เพื่อให้น้ำได้ชำระล้างภายในร่างกาย

 ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก MCOT

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

5 อาหารชะลอความแก่และริ้วรอย


           หากจะมีอาหารใดที่ช่วยชะลออายุผิวพรรณให้คงความหนุ่มสาวยาวนานแล้วล่ะก็ ดร.นิโคลัส เพอร์ริโคน แพทย์ผิวหนังจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน และเจ้าของผลงานหนังสือสุขภาพผิวพรรณขายดีหลายเล่ม แนะนำไว้ว่าต้องเป็นอาหาร 5 ชนิดนี้

    1. มันเทศ สี ส้มของเนื้อมันเทศฟ้องว่าอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยปรับสมดุลกรดด่างของผิวหนัง ป้องกันผิวจากความแห้งกร้าน ฟื้นฟูเซลล์ผิว และให้ผิวนุ่มเนียนขึ้น

    2. ปลาแซลมอน โดย เฉพาะแซลมอนจากธรรมชาติ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อว่าแอสตาแซนทินสูงกว่าแซลมอนเลี้ยง นอกจากทำให้เนื้อแซลมอนมีสีชมพูแล้ว ยังมีฤทธิ์ลดการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ ควรรับประทานแซลมอนสัปดาห์ละ 2 มื้อ

    3. มะเขือเทศ เพราะ สารสีแดงหรือไลโคปีนในมะเขือเทศจะทำหน้าที่เหมือนครีมกันแดดตามธรรมชาติ ไม่ให้ยูวีตัวร้ายทำลายถึงผิวหนังชั้นในได้ และเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดต้องกินมะเขือเทศคู่กับน้ำมันมะกอกด้วย

    4. ส้ม และ มะนาว ผลไม้ตระกูลซิตรัสนี้มีวิตามินซีสูง มีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ นอกจากนี้ยังมีสารไบโอฟลาโวนอยด์ ที่จะช่วยปกป้องผิวจากอันตรายซึ่งมากับแสงแดดด้วย

   5. ผักใบเขียว เช่น ผักโขม บร็อกโคลี และ คะน้า ล้วนอุดมด้วยลูทีน ซึ่งมีคุณสมบัติปกป้องผิวจากแสงแดดไม่ให้ติดเชื้อและเกิดริ้วรอย

อยากมีผิวสวยแค่ทาครีมบำรุงคงไม่พอ หากคุณอยาก ชะลอความแก่ ต้องเลือกกินให้สวยอย่างยั่งยืนจากภายในด้วยนะคะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ 5 อาหารชะลอความแก่และริ้วรอย จาก นิตยสาร Health & Cuisine  

หน้าเด็กน่องเล็กเพียงแค่ปั่นจักรยาน


             ทราบไหมคะ ว่า ปั่นจักรยาน สัปดาห์ละ 3 วันๆ ละ 30 นาที นอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจและปอดแข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้คุณสาวๆ หน้าเด็ก ลงได้ด้วย เพราะร่างกายจะลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารสู่ผิวได้ดีขึ้น เพื่อสร้าง คอลลาเจน ซ่อมแซมผิวให้ดูอ่อนเยาว์ แต่หากกังวลว่าการ ปั่นจักรยาน จะทำให้คุณขาใหญ่แล้วละก็ เรามีเทคนิคง่ายๆ มาฝากค่ะ เพียงแค่ปรับเบาะให้สูงในระดับที่เท้าแตะพื้นได้ เพื่อให้เรียวขาเหยียดเกือบตรงเมื่อถีบบันไดจนสุด เวลาถีบจะเป็นการช่วยกระชับเรียวขา ยิ่งถ้าเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องขณะปั่น เล็กน้อย ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องทุกส่วนกระชับแบนราบมากขึ้น

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ หน้าเด็กน่องเล็กเพียงแค่ปั่นจักรยาน จาก นิตยสาร Health & Cuisine

เติมความสดชื่นให้ร่างกายในวันหยุดพักผ่อนกันเถอะ


เป็นกันไหมคะ ถ้าต้นสัปดาห์ของการทำงานคุณรู้สึกเหนื่อย หมดแรง หมดพลัง จนอาจส่งผลให้งานที่ทำไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หากคุณรู้สึกได้ถึงอาการดังกล่าว เรามีวิธีชวนคุณมาผ่อนคลาย เพิ่มพลังให้ร่างกายสดชื่น มีความสุข และสนุกกับการดำเนินชีวิตในแต่ละวันมาฝากค่ะ

ถ้ารู้สึกอ่อนล้าหมดแรงสุดๆ นั่นแสดงว่าทั้งร่างกายและจิตใจเราต้องการพักผ่อนแล้ว ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ควรได้พักอย่างจริงจังสัก 1 วัน หยุดตระเวนท่องเที่ยวห้างฯ เปลี่ยนจากขับรถออกไปรับลมต่างจังหวัด มาเป็นการนอนให้เต็มอิ่ม และปลายสัปดาห์เตรียมอาหารดีๆ มีประโยชน์เน้นผักผลไม้ไว้ เพื่อวันหยุดจะได้ทำมื้ออร่อยง่ายๆ กินเองโดยไม่ต้องวุ่นวายกับการออกไปซื้อหาก็สามารถฟื้นฟูพลังได้แล้ว
แต่เท่านี้ยังไม่พอ หากต้องการเติมความสดชื่นเพิ่มชีวิตชีวาให้กับตัวเอง เราต้องเปลี่ยนอะไรใหม่ๆ บ้าง นึกถึงตอนคุณได้เสื้อตัวใหม่สวยถูกใจสิคะว่าตื่นแต้นดีใจอยากให้พรุ่งนี้มา ถึงเร็วๆ จะได้ใส่ไปทำงาน ร่างกายและใจของเราก็ต้องการสัมผัสกับสิ่งใหม่เช่นเดียวกัน

ถ้าต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือให้ความแปลกใหม่กับร่างกายและใจครบ ทุกส่วน ควรใส่ใจในสัมผัสทางร่างกายทั้ง 5 และ ใจอีก 1 รวมเป็น 6 ส่วนจะทำได้อย่างไรบ้างนั้น เรามาดูไปพร้อมกันเลยค่ะ

1. มองภาพสบายตา
ทุกมุมมองรอบๆ ตัวที่มีข้าวของกองสุมรกรุงรัง นี่ละตัวการก่อให้เกิดความเครียด จัดการมุมโปรดของตัวเองให้น่านั่งน่านอน…นำลังหรือกล่องพลาสติกขนาดต่างๆ มาเก็บของเหล่านี้ก็ได้ค่ะ

- หาภาพสวยๆ หรือของสะสมหรือของแต่งบ้านชิ้นโปรดที่เคยเก็บเข้าตู้ไว้นานแล้ว นำมาปัดฝุ่นวางตกแต่งห้องอีกครั้ง ได้ความสบายตาโดยไม่ต้องไปซื้อหามาเพิ่มใหม่

- ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ วัด วัง ศูนย์ศิลปะ สัมผัสศิลปะแท้ๆ ที่เห็นแล้วไม่ต้องนึกถึงการซื้ออย่างการเดินช้อปปิ้ง

- สัมผัสกับธรรมชาติบ้าง แค่ออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ เดินผ่านร้านดอกไม้บ่อยๆ หยุดแวะมองบ้างหรือซื้อกลับบ้านมาจัดแจกันสร้างบรรยากาศให้สดใสขึ้นก็เข้าที ดี หยุดไปเพิ่มพลัง ให้กลับมามีแรงทำงานเพิ่มเป็นสองเท่าจะดีกว่า

2. รับรสชาติสดชื่น หลังจากกินแบบเร่งรีบ มาตลอดสัปดาห์ ในวันหยุดมากินอาหารที่มีประโยชน์กันดีกว่า กินให้ครบ 5 หมู่ แต่เน้นผักผลไม้ให้มากกว่าวันธรรมดา ยิ่งได้ผักผลไม้หลากสียิ่งดีเพราะจะได้วิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด สังเกตตัวเองดูแล้วจะพบว่ามื้อไหนที่กินผักผลไม้มากจะรู้สึกสดชื่น แต่ถ้ามื้อไหนหนักเนื้อสัตว์ ยิ่งถ้ามีไขมันมากๆ จะรู้สึกหนักตัว อึดอัด อ่อนล้า เมนูง่ายๆ อย่างแซนด์วิชทูน่าหรือไก่ ปลานึ่งซีอิ๊ว ยำรสอ่อน หรือ สลัดผักผลไม้น้ำใส ในสลัดควรจะมีผักสีเขียว ถั่วฝักสีเขียว ถั่วแดง ไข่ เพิ่มธาตุเหล็กให้ร่างกาย เพื่อเพิ่มพลัง คนที่ขาดธาตุเหล็กจะรู้สึกอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง แล้วอย่าลืมเมนูอุดมคุณค่า อย่างข้าวต้มข้าวกล้องกับปลาเล็กปลาน้อย แกงจืดเต้าหู้ผักรวม โยเกิร์ตและสลัดธัญพืชหรืออาจโรยธัญพืชลงไปในข้าวหรือสลัด ถ้าเลือกได้ก็เลือกอาหารออร์แกนิกหรือพวกปลอดสารพิษ ถึงแม้จะราคาสูงกว่าแต่ก็คุ้มที่จะให้ร่างกายได้รับอาหารดีๆบ้าง

3. สัมผัสกลิ่นหอมรื่นรมย์ อโรมาเทอราปีอาจจะเป็นสิ่งที่นึกถึงเป็นอันดับแรก น้ำมันหอมระเหยของแท้จะช่วยสร้างความสดชื่นปรับอารมณ์ให้เราได้ แค่หยดบนเตาน้ำมันหอมหรือหยดบนผ้าเช็ดหน้าวางไว้ในห้อง กลิ่นที่ช่วยผ่อนคลายความเครียด เช่น ลาเวนเดอร์ แคลรี่เซจ เจอราเนียม เบซิล กลิ่นที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่นก็เช่น โรสแมรี่ จูนิเปอร์ เลม่อน ส้ม เปปเปอร์มินท์ หรือวิธีที่ง่ายกว่าการออกไปซื้อน้ำมันหอมระเหยก็หาดอกไม้ไทยหอมๆ จัดแจกันหรือลอยน้ำ หรือไปร้านสมุนไพรเลือกกลิ่นที่ชอบแล้วนำมาใส่ถ้วยเล็กๆ วางไว้ก็ช่วยให้กลิ่นภายในห้องน่ารื่นรมย์ขึ้นแล้วล่ะ

4. ฟังเสียงเพลงไพเราะ เปลี่ยนมาฟังเพลงคลาสสิกในจังหวะช้าๆ หรือเพลงประเภท meditation ที่ในสปาชอบใช้ หรือฟังซีดีเสียงธรรมชาติดู อาจช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น หรือถ้ามีโอกาสออกไปนอกบ้านก็ลองฟังเสียงนกร้องเสียงลมพัดใบไม้ดูบ้างว่า เป็นดนตรีธรรมชาติที่ไพเราะขนาดไหน
ในวันหยุดที่ต้องการผ่อนคลายหากเป็นไปได้ควรจะปิดโทรศัพท์ปิดการรับรู้ ความวุ่นวายภายนอก งดจู้จี้ขี้บ่น พูดคุยกันแต่เรื่องดีๆ งดรับข่าวสาร หยุดวิเคราะห์ถกปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง 1 วัน ต้องรู้จัก “ช่างมัน” บ้าง

5. สัมผัสสบายกาย การ อาบน้ำเย็นในอุณหภูมิห้องหรือใช้ขันตักน้ำจากถังอาบก็เป็นอีกวิธีที่ง่ายที่ สุดที่จะ สร้างความสดชื่นได้ หาซื้อสบู่หรือครีมกลิ่นหอมที่ชอบมากๆ ไว้ใช้ในวันที่ต้องการความสดชื่น จะยิ่งรู้สึกดีขึ้นเป็นพิเศษกับการอาบน้ำ การสวมเสื้อผ้าเนื้อนุ่มสบายตัวไม่ รัดรึง หรือเปลี่ยนผ้าปูที่นอนปลอกหมอนผ้าห่มให้เป็นผ้าเนื้อนุ่มน่านอนจะช่วยให้ ผ่อนคลายและหลับสบายขึ้นกว่าเก่า ถ้ามีคุณน้องหมาหรือน้องแมวอยู่ที่บ้านเล่นหรือลูบหัวเขาบ้าง ความน่ารักขี้อ้อนของเขาจะช่วยให้ผ่อนคลายสลายความเครียดกลับมาสดชื่นได้โดย ไม่ต้องมีคำพูดปลอบโยน อย่างในต่างประเทศมีการใช้ Pet Therapy เพื่อช่วยบำบัดให้คนไข้รู้สึกดีขึ้น การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมออย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงจะช่วยให้สด ชื่นอยู่เสมอ เลือกการออกกำลังกายในแบบที่ช่วยให้ระบบการไหลเวียนทั่วร่างและหายใจเข้าออก สม่ำเสมอ เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ โยคะ แอโรบิค เลือกแบบที่ชอบแล้วจะสนุกกับการออกกำลังกายจนอยากทำเป็นประจำ

6. ผ่อนคลายจิตใจ ทิ้งปัญหาความเครียดไปชั่วคราว คิดถึงแต่เรื่องดีๆ หาหนังสือที่อ่านแล้วจรรโลงใจ หรือหามุมสงบในบ้านนั่งหลับตาผ่อนคลายนึกถึงสถานที่อย่างเช่นทะเลหรือป่าเขา ซัก 5 นาที ถ้ารู้สึกยังสบายอยู่ก็นั่งให้นานขึ้นก็ได้ หรือฝึกทำสมาธิเพื่อทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง มองโลกในแง่ดี มองคนอื่นและตัวเองในแง่ดีลองเลิกมองแบบจับผิด พยายามหาข้อดีให้มากขึ้นและมองบ่อยๆ หัดมีเมตตากับคนอื่นๆ บ้าง เท่านี้ก็ช่วยให้หายเหนื่อยใจไปตั้งเยอะ

อย่ารอให้ถึงวันหยุดยาวประจำปีเพื่อเก็บ กระเป๋าไปพักผ่อนที่เมืองนอกเลยทีเดียว แบบนั้นออกจะนานเกินไปหน่อย แต่ถ้าคุณได้เพิ่มพลังใหม่ให้ตัวเองสัปดาห์ละหน นอกจากคุณจะเหนื่อยน้อยลงแล้วยังจะสดใสกว่า อีกด้วย ถ้าทำได้ทุกวันความสดชื่นสดใสก็จะอยู่กับคุณไปอีกนาน

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ เติมความสดชื่นให้ร่างกายในวันหยุดพักผ่อนกันเถอะ จาก momypedia.com

คันน้องหนูไม่รู้เป็นอะไร? ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา

คันบริเวณจุดซ่อนเร้น อาการเริ่มต้นที่แสดงว่า ช่องคลอดอักเสบ จาก เชื้อรา
แม้มีอาการแค่เล็กน้อย ก็ต้องรักษาให้ถูกวิธี


 

1. การติดเชื้อในช่องคลอดเกิดขึ้นได้อย่างไร

ช่องคลอดอักเสบ มักเกิดจากช่องคลอดเสียสมดุลย์ทำให้เชื้อแลคโตแบซิลลัสในช่องคลอดที่เป็น เชื้อดีช่วยในป้องกันโรคมีจำนวนลดลง  เชื้อราในกลุ่มแคนดิดาซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ในช่องคลอดตามธรรมชาติ ก็จะเจริญเติบโตเพิ่มมากขึ้นก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้ง่ายขึ้น พบได้บ่อยในผู้หญิงที่ ใส่กางเกงที่คับหรืออับชื้นเป็นเวลานาน ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่ชอบทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ผู้ที่ทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน หรือ ทานยาสเตียรอยด์เพราะยานี้จะไปลดภูมิคุ้มกันโรค และยังอาจพบบ่อยในหญิงตั้งครรภ์

2. ความเชื่อผิดๆเรื่องคันตกขาวบริเวณจุดซ่อนเร้น

คันตกขาวจากเชื้อราเป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเป็นได้ในทุกช่วงอายุ และ75 % ของผู้หญิงมักเคยเป็นอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่าอาการคัน ตกขาว เกิดจากการไม่รักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้น หรือ เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้รักษาอย่างไม่ถูกวิธี โรคจึงกลับมาเป็นซ้ำได้อีกบ่อยๆ ซึ่งจริงๆแล้วเกิดจากการอักเสบของช่องคลอดจากเชื้อรา ซึ่งสามารถรักษาได้และไม่ยุ่งยากอีกด้วย

3. คัน อาการที่แสดงว่าเกิดการติดเชื้อราในช่องคลอด

อาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นเป็นอาการเริ่มต้นที่บ่งบอกว่าเกิดการอักเสบภายใน ช่องคลอดจากเชื้อรา แต่สาวๆมักจะใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฉพาะที่เพราะเข้าใจผิดคิดว่า เกิดจากการไม่รักษาตวามสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้น ความจริงคือ 90% ของอาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้น มีสาเหตุจากการติดเชื้อราภายในช่องคลอด ซึ่งอาจมีตกขาวร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ตกขาวจากเชื้อราจะมีลักษณะสีขาวหรือสีเหลืองจับตัวเป็นก้อน ไม่มีกลิ่น คันบริเวณอวัยวะเพศอาจเกิดได้ทั้งภายนอกและภายใน บางครั้งมีอาการบวมแดง หรือ เจ็บปากช่องคลอดเวลามีเพศสัมพันธ์ หากตกขาวมีกลิ่นแรงหรือกลิ่นคาว ควรปรึกษาแพทย์ทันที

4. วิธีการรักษาที่ถูกต้อง

เมื่อมีอาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็ควรรักษาตั้งแต่เริ่มเป็น การรักษาที่ถูกต้อง คือการรักษาที่ต้นเหตุซึ่งเกิดจากเชื้อราภายในช่องคลอด ถ้าไม่รักษาให้ถูกวิธี เชื้ออาจลุกลาม เกิดตกขาวมากขึ้น หรือติดเชื้ออื่นๆตามมาได้ และอาจทำให้อาการกลับมาเป็นอีกได้บ่อยขึ้น ดังนั้น จึงควรเริ่มรักษาอาการคันด้วย ยาฆ่าเชื้อราชนิดเม็ดสอดช่องคลอด

ยาฆ่าเชื้อราชนิดเม็ดสอดช่องคลอดที่ดี ควรมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ประการ คือ 1. ฆ่าเชื้อราในช่องคลอดที่เป็นต้นเหตุของอาการคัน 2. ช่วยปรับสมดุลย์ภายในช่องคลอดที่เสียไปให้เป็นปกติ ด้วยการช่วยการเจริญเติบโตของเชื้อแลคโตแบซิลลัสที่เป็นเชื้อดีในช่องคลอด ซึ่งจะช่วยป้องกับการติดเชื้ออื่นได้   ผู้หญิงหลายคนยังกลัวที่จะใช้ยาชนิดเม็ดสอดช่องคลอด ทั้งที่เป็นการรักษาที่ถูกต้องเพราะรักษาเฉพาะที่ตรงจุดที่เป็น อาการข้างเคียงต่ำ ยาชนิดเม็ดสอดฯที่ดี จะใช้ง่าย สะดวก เพียงแค่ครั้งเดียวก่อนนอน

นอกจากนี้เพื่อความมั่นใจและบรรเทา อาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นควรใช้ยาฆ่าเชื้อราชนิดครีมทาภายนอกควบคู่กับยา ฆ่าเชื้อราชนิดเม็ดสอดช่องคลอด เพื่อช่วยลดอาการคันได้เร็วขึ้น และช่วยป้องกันเชื้อรากลับเข้าไปในช่องคลอดอีก

5.วิธีง่ายๆในการดูแลจุดซ่อนเร้น

•   ไม่สวมใส่กางเกงที่รัดรูปหรือคับแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้อับชื้นระบายอากาศได้ไม่ดี

•   เลือกซื้อกางเกงในที่ทำจากผ้าฝ้าย ซึ่งจะช่วยระบายอากาศได้ดี ไม่ควรเลือกกางเกงในที่ผลิตจากไนลอน

 
•  ไม่ควรใช้แผ่นอนามัยทุกวันและช่วงมีระดู ผ้าอนามัยควรเปลี่ยนบ่อยๆ ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแผ่นเดียวเป็นเวลานาน

 
•   ควรตากกางเกงใน บริเวณที่มีแดดอ่อนๆ เพราะกางเกงในจำเป็นต้องตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อรา

 
•   ห้ามสวนล้างทำความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้น เพราะทำให้ช่องคลอดเสียสมดุลย์ ทำให้เชื้อราเติบโตได้


ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ คันน้องหนูไม่รู้เป็นอะไร? ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา จาก woman mthai  

โรคกระดูกและกล้ามเนื้อ ภัยเงียบใกล้ตัวของคน GEN Y


พอขึ้นชื่อว่าโรคกระดูกและกล้ามเนื้อก็ อย่าเพิ่งนึกสบายตัวว่าจะมีแต่คนสูงอายุที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ เพราะด้วยการใช้ชีวิตของผู้คนในยุคสมัยใหม่ที่เปลี่ยนไปทำให้ภัยที่ว่าไกล นั้นกลับใกล้ตัวกว่าที่คาดเนื่องจากผู้คนยุคนี้ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกล้าม เนื้อและกระดูกไวขึ้นกว่าเดิมนพ.กิตติพงศ์ พงศ์แพทย์พิพัฒน์ Sport Medicine ประจำ Chirohealth Bangkok ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องโรคกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์จน แทบจะเป็นเนื้อเดียวกันไว้อย่างน่าสนใจ สรุปใจความได้ดังนี้

ทำไมกระดูกและกล้ามเนื้อถึงสำคัญ

โครงสร้างของร่างกายต้องมีกล้ามเนื้อมา ยึดเกาะตามแต่ละข้อต่อ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ของข้อต่อ กระดูก และก็กล้ามเนื้อนั่นคือที่มาว่าทำไมคนเราถึงเคลื่อนไหวได้ สมมติว่ากล้ามเนื้อเราไม่แข็งแรง หรือโครงสร้างของเราไม่แข็งแรงก็จะมีผลต่อการเคลื่อนไหว ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าคนเป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกบาง เวลาที่ไปทำกิจกรรม ยกของ โอกาสบาดเจ็บก็จะมากกว่าคนอื่นโดยปกติกล้ามเนื้อจะเป็นตัวกระจายแรงฉะนั้น เวลามีแรงกระทำต่อร่างกาย กล้ามเนื้อจะรับไปส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ลงไปที่กระดูก ในกรณีที่กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงน้ำหนักก็จะถูกทุ่มลงบนกระดูกโดยตรง แล้วยิ่งถ้ากระดูกก็ไม่แข็งแรงด้วยก็จะส่งผลให้เกิดการกระจายน้ำหนัก ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อโครงสร้างตรงนั้นเพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ของกระดูกและข้อ รวมทั้งกล้ามเนื้อจึงมีความสำคัญพอๆ กันจนแทบจะแยกไม่ออก

พฤติกรรมเสี่ยงทำร้ายกระดูกและกล้ามเนื้อ

ในปัจจุบันพฤติกรรมที่ส่งผลให้คนไทย เกิดความบกพร่องในเรื่องของข้อและกระดูก่อนวัยอันควรนั้น เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อ ข้างใดข้างหนึ่ง เป็นเวลานานๆ อย่างพวกออฟฟิศซินโดรมทั้งหลาย ที่งานส่วนใหญ่ก็จะเป็นงานนั่งโต๊ะ ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่พบความผิดปกตติบ่อยที่สุดส่วนในสังคมชนบทที่ เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงาน การทำนา ทำสวน การยก การหาบ การแบก การลาก การจูง แต่ละกิจกรรมเหล่านี้จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้เช่นกันเนื่องจากมีการ เคลื่อนของหมอนรองกระดูก มีโอกาสเสี่ยงที่กระดูกจะหัก เพราะฉะนั้นการบาดเจ็บ หรือการดูแลขึ้นอยู่กับพฤติกรรมในการปฏิบัติตนด้วย
ตอนนี้คนไทยป่วยเป็นโรคกระดูกและกล้าม เนื้อกันมากที่พบบ่อยก็จะเป็นในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยมักเป็นเรื่องของข้อเข่าเสื่อม หลังเสื่อม ส่วนคนในวัยทำงานก็เป็นเรื่องของการบาดเจ็บจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์ การใช้เทคโนโลยี การยกของ และในวัยเด็กหรือวัยที่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาว จะพบบ่อยในเรื่องของกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือเป็นพวกกระดูกหลังคด หมายความว่าไม่ว่าคุณจะเป็นเจนไหนๆ ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคกระดูกและกล้ามเนื้อได้เช่นกัน

แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยงกับโรค กระดูกและกล้ามเนื้อ วิธีที่ง่ายที่สุดคือรักษาสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหมั่นออกกำลังกายกันเยอะๆ เพียงเท่านี้ ก็สามารถช่วยชะลอความใกล้ของโรคกระดูกและกล้ามเนื้อไม่ให้มาเยือนคุณก่อนวัย อันควร

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ โรคกระดูกและกล้ามเนื้อ ภัยเงียบใกล้ตัวของคน GEN Y จาก womanplusmagazine.com

8 ทริคง่ายให้คุณดื่มน้ำมากขึ้น


     สาวๆ ส่วนใหญ่ก็ทราบก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การดื่มน้ำเป็นสิ่งที่ดี แต่หลายคนก็ไม่เคยชิน และทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันไม่ได้สักที…

วันนี้ ผู้หญิงแฮปปี้.blogspot.com จึงขอแนะนำทริคดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณดื่มน้ำได้มากขึ้น มาฝากกันค่ะ

1. ดื่มน้ำให้เหมือนเป็นกิจวัตร พยายามดื่มน้ำทุกเช้าหลังตื่นนอนให้เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะการดื่มน้ำตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นให้คุณรู้สึกอยากดื่มน้ำมากไปตลอดทั้ง วัน ทั้งยังช่วยเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย

2. บีบน้ำมะนาวใส่นิด ๆ หากคุณรู้สึกแปลก ๆ กับรสชาติที่จืดชืดของน้ำเปล่า ขอแนะนำให้คุณหามะนาวมาบีบลงไปในน้ำเปล่าซักเล็กน้อยก่อนดื่ม เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้กับน้ำ

3. ทำให้มันใสอยู่เสมอ หมั่นตรวจดูปัสสาวะของคุณหลังเสร็จธุระ เพื่อให้มั่นใจว่ามันยังใสอยู่เสมอ เพราะความใสนั้นเหมือนเป็นดัชนีวัดว่า ร่างกายของคุณได้รับน้ำอย่างเพียงพอ แต่เมื่อไรก็ตามที่ปัสสาวะของคุณมีสีเหลืองเข้ม นั่นหมายความว่าร่างกายของคุณกำลังอยู่ในภาวะขาดน้ำ

4. ถ้าร้อนนัก ก็ดื่มซะ เมื่อคุณกำลังอยู่ในอารมณ์ที่เดือดดาล ขอแนะนำให้ดื่มน้ำอุ่น เพราะบางครั้งการเลือกเครื่องดื่มก็เป็นเรื่องของจิตวิทยา การที่คุณได้ถือเครื่องดื่มอุ่น ๆ สักแก้วไว้ที่มือ อาจช่วยให้คุณลดอารมณ์เดือดดาลลงได้มากกว่าเครื่องดื่มปกติ ยิ่งกว่านั้น ในกาแฟและน้ำชายังมีสารคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยเพิ่มอัตราการกำจัดน้ำออกจากร่างกายของคุณ ในรูปของปัสสาวะ

5. ดื่มน้ำเมื่อคุณถูกความตะกละจู่โจม บางครั้งความรู้สึกหิวของคนเราก็เป็นความกระหายแบบหลอก ๆ หรือแค่รู้สึกตะกละเท่านั้น ดังนั้นคุณสามารถแก้อาการนี้ได้ด้วยการหาน้ำดื่มซัก 1- 2 แก้ว เพื่อช่วยให้คุณรู้สึกเหมือนได้กินอะไรรองท้อง

6. เริ่มปฏิบัติจากขั้นตอนง่าย ๆ อย่าคาดหวังว่าคุณจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำได้ จากหน้ามือเป็นหลังมือ คือจากคนที่ไม่ดื่มน้ำเลยมาดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่คุณควรเริ่มจากการดื่มน้ำ 1 แก้วในตอนเช้าของวันตามด้วยการดื่มน้ำอีก 1 แก้วก่อนนอนจนเป็นนิสัย จากนั้นค่อยๆเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำระหว่างวันให้มากขึ้น

7. ถูก และ ถูก อย่าลืมว่า น้ำดื่มตามภัตตาคารนั้นมีให้บริการฟรี แบบไม่อั้น

8. หมั่นหาแก้วน้ำที่มีน้ำเต็มแก้ว 1 ใบ มาวางไว้ข้างตัวคุณเสมอ ขณะคุณกำลังทำงาน เพราะมันจะทำให้คุณสะดวกต่อการหยิบขึ้นมาจิบไปเรื่อยๆ ขณะทำงานโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเวลาที่คุณต้องสุมหัวคิดงานกับเพื่อน ๆหรือเป็นอีกหนึ่งวิธีแก้ปัญหาหากคุณไม่ต้องการให้มือของคุณอยู่ว่าง

        เป็นยังไงกันบ้างคะ…ทริคง่ายๆ ในการดื่มน้ำที่แนะนำไปไม่ยากอย่างที่คิดใช่ไหม อย่าลืมหันมาใส่ใจสุขภาพของคุณกันนะคะ…ง่ายๆ แค่ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เท่านั้นเองค่ะ…

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ 8 ทริคง่ายให้คุณดื่มน้ำมากขึ้น จาก สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา