แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่และเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่และเด็ก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

5 เทคนิคปราบเด็กดื้อ

คุณแม่หลายๆคน คงจะมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจ หากลูกของตนมีพฤติกรรมก้าวร้าว ฟังไปแต่ไม่ทำแถมยังชอบเอาชนะด้วยการเถียงอีก ทั้งที่ท่องไว้ว่า “อดทนๆๆๆๆ”แต่ลูกก็ช่างไม่ให้ความร่วมมือเสียเลยแล้วอย่างนี้จะไม่ให้โมโห จัดได้ยังไงแต่ก่อนที่เราจะหาแนวทางการแก้ไข เราลองมาดูสาเหตุหลักๆก่อนว่าที่ลูกดื้อนั้น เกิดจากอะไร

“เด็กดื้อมาก จนอยากจะปรี๊ดแตกแล้ว ทำไงดี”
“ทำไมอธิบายอะไรไป ลูกไม่ฟังเลย เอาแต่เถียงๆๆ”
“ไม่อยากตีเลย แต่ทำไมลูกชอบเหวี่ยง”


 

สาเหตุที่เด็กดื้อ ก้าวร้าว ชอบเถียง

1. เกิดจากช่วงวัยของเด็กเอง โดยเฉพาะช่วง 2 ขวบ เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มรู้จักการแสดงความต้องการของตนเอง ว่าพอใจ หรือไม่พอใจอะไร

2. ถูกตามใจมากเกินไป เมื่อไม่ได้อะไรก็รู้สึกขัดใจ จึงปฏิเสธที่จะทำตามสิ่งที่ผู้ปกครองบอก

3. เกิดจากสภาวะของเด็กเอง เช่น เด็กบางคนเป็นออทิสติกดาวน์ซินโดรม หูตึง หรือมีปัญหาทางด้านการได้ยิน ถ้าเป็นเช่นนี้เราก็ต้องทำความเข้าใจในตัวเขามากๆเขาเองก็ไม่ได้อยากจะเป็น แบบนั้นเช่นกัน ดังนั้น มาใช้ความรักความเข้าใจให้ถูกต้องเหมาะสมกับเด็กแต่ละคนจะดีกว่า

4. เด็กที่ไม่มั่นใจในตัวเอง กลัวว่าตัวเองจะไม่มีค่า อยากให้คุณพ่อคุณแม่โอ๋ตัวเองมากๆ จึงพยายามเรียกร้องความสนใจ

5. เด็กที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ เมื่อไม่พอใจก็แสดงอาการออกมาทันที

5 เทคนิคปราบเด็กดื้อและวิธีดูแลที่เหมาะสม

1. นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวรอดูว่าจุดจบของการแผลงฤทธิ์จะเป็นอย่างไร เมื่อเขาเริ่มเหนื่อยหรือสงบลงแล้ว ค่อยพูดกันด้วยเหตุและผล การปะทะคารมในขณะที่ต่างคนต่างมีอารมณ์ฉุนเฉียว จะยิ่งทำให้ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวยิ่งขึ้น

2. อธิบายให้ลูกเข้าใจสิ่งที่ถูกต้อง บางครั้งลูกก็ทำไปโดยที่ไม่รู้ว่าทำไปแล้วไม่น่ารัก หรือไม่ควรทำ ควรการอธิบายว่า “ลูกแสดงความคิดเห็นได้แต่ต้องรอให้ผู้ใหญ่พูดจบก่อน และพูดด้วยท่าที่ที่สุภาพกว่านี้จะน่ารักมากจ้ะ

3. ให้ความรักความอบอุ่นลูกอย่างเพียงพอ บางครั้งเด็กถูกทิ้งไว้คนเดียวบ่อยๆ อาจเกิดน้อยใจ คิดว่าไม่มีใครรักเขาก็เป็นได้ หรือบางครั้งหากถูกคนในบ้านทุบตี เขาก็จะโกรธจึงแสดงอาการต่อต้านออกมา ดังนั้นจึงควรสำรวจตัวเราเองด้วยว่าเป็นสาเหตุให้ลูกมีพฤติกรรมไม่น่ารัก หรือเปล่า

4. ลองวิธีเบี่ยงเบนความสนใจ หรือใช้วิธี Time – out โดยการแยกให้ลูกไปนั่งสงบจิตสงบใจในห้องเงียบๆ สัก 5-10 นาที หากลูกอารมณ์เย็นลงแล้ว ค่อยกลับมาคุยกัน

5. ถ้าเห็นว่าลูกมีพัฒนาการ หรือพฤติกรรมแตกต่างจากเด็กทั่วไป ควรรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อหาแนวทางการเลี้ยงดูที่เหมาะสม อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลัง


เด็กดื้อ เหวี่ยง เถียงไม่หยุด แก้ไขได้ด้วยความรัก และความใส่ใจของคุณพ่อ คุณแม่ ไม่ให้ความรักที่น้อยไป และไม่ตามใจเขาเกินไป ปัญหานี้ย่อมแก้ได้แน่นอนค่ะ

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

เทคนิครับมือความป่วนกำลังสอง เมื่อคุณต้องเลี้ยงลูกแฝด


แค่เลี้ยงลูกคนเดียวก็ยุ่งจะแย่อยู่แล้ว ยิ่งถ้ามาพร้อมกันสองคนนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะเจ้าตัวป่วนที่เพิ่มขึ้นก็หมายถึงปัญหาความวุ่นวายที่มากขึ้นด้วย เหมือนกัน คุณแม่ลูกแฝดทั้งหลายจึงต้องเตรียมตัวรับมือคู่แฝดตัวยุ่งไว้ด้วยการทำตาม นี้ดู

 1. จำไว้ว่าพวกเขาเป็นคนละคน

แม้ ว่าแฝดแทบทุกคู่จะเหมือนกันซะจนแทบแยกไม่ออก แต่ยังไงพวกเขาก็เป็นคนละคนกันนะ และไม่มีใครชอบใช้ชีวิตเป็นแค่เงาของกันและกันด้วย ดังนั้นคุณต้องแยกพวกเขาให้ออก ด้วยการใส่ใจจำว่าคนไหนชอบอะไร นิสัยแบบไหน และทำให้เขามั่นใจได้ว่าคุณรักพวกเขาทั้งคู่เท่า ๆ กัน แม้จะมองออกว่าพวกเขาต่างกันแค่ไหนก็ตาม

 2. มองหาคนช่วย

ลูก คนเดียวก็ทำเอาเราหัวหมุนไปทั้งวันแล้ว และในเมื่อตอนนี้เรามีปัญหาคูณสองจากการมีเด็กทารกมาเพิ่มพร้อมกันถึง 2 คน การเลี้ยงลูกตามลำพังก็อาจไม่ไหว โดยเฉพาะบรรดาคุณแม่สาวโสดที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว ดังนั้นลองจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยดู หรือขอให้คุณพ่อคุณแม่มาช่วยเลี้ยงหลานก็น่าจะเบาแรงไปได้อีกเยอะ แถมยังช่วยให้ครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นอีกต่างหาก

 3. เข้าร่วมสมาคมผู้ปกครอง

แทน ที่จะอยู่เฉย ๆ ก็สู้เข้าร่วมสมาคมผู้ปกครองมันซะเลย คุณจะได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องเด็กกับพ่อแม่คนอื่น ๆ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่เขามีลูกแฝดเหมือน ๆ กับคุณยังไงล่ะ นอกจากนี้ยังช่วยให้ลูกของคุณได้ฝึกการเข้าสังคม ด้วยการพบปะกับเด็กคนอื่น ๆ จนมีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นเยอะแยะอีกด้วย

 4. ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าช่วย

ความ รู้บนอินเทอร์เน็ตนั้นมีมากมายไม่รู้จบ แถมยังหาง่ายสะดวกรวดเร็วทันใจอีกต่างหาก เพียงแค่กดคำค้นหาสั้น ๆ ข้อมูลก็ขึ้นมามากมายลายตาจนคุณแทบเลือกอ่านกันไม่ทันแล้ว และนอกจากมันจะช่วยให้คุณหาวิธีรับมือเลี้ยงลูกแฝดได้มากขึ้นแล้ว ยังสามารถใช้เป็นแหล่งหาข้อมูลป้องกันโรคต่าง ๆ ให้กับลูกที่ยังเล็กของคุณได้เหมือนกันนะ

 5. ให้เวลาพวกเขาเท่า ๆ กัน

ถึง ลูกแฝดทั้งสองของคุณจะชอบใช้เวลาเล่นด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาอยากใช้เวลาอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงไม่รู้เบื่อสักหน่อย ดังนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เวลาพร้อมหน้าครบทั้งครอบครัวตลอดก็ได้ ลองพาเขาแยกไปทำกิจกรรมที่ชอบร่วมกับคุณดู แต่ต้องมั่นใจด้วยนะว่าคุณให้เวลาพวกเขาเท่ากันทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นได้มีน้อยใจพ่อแม่และอิจฉากันแน่นอนเลย

 6. สนับสนุนสิ่งที่เขาชอบ

เด็ก บางคนก็ฉายแววถึงพรสวรรค์หรือสิ่งที่ตัวเองสนใจอยากจะทำเมื่อโตขึ้นได้ ตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งถ้าคุณส่งเสริมสิ่งที่เขาชอบเสียแต่เนิ่น ๆ พรสวรรค์พวกนี้ก็อาจพัฒนากลายเป็นความสามารถที่ทำให้ลูกของคุณประสบความ สำเร็จในอนาคตก็ได้ ซึ่งความถนัดของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างออกไป คุณจึงต้องสังเกตให้ดี และสนับสนุนสิ่งที่เขาชอบ ไม่ใช่ยัดเยียดความฝันของตัวเองมาให้เขาทำ

 7. เรื่องเข้าสังคมก็สำคัญ

ด้วย ความที่ยังไร้เดียงสา เด็ก ๆ หลายคนจึงมักมองข้ามความรู้สึกของคู่แฝดโดยไม่รู้ตัว จากการที่เหมารวมพวกเขาเป็นคนเดียวกัน ทำให้เด็กแฝดอดน้อยใจไม่ได้ และพาลขาดความมั่นใจไปด้วย คุณจึงต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ด้วยการนั่งอยู่ในบริเวณสนามเด็กเล่นคอยมองเวลาเขาอยู่กับเพื่อน ๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเขาไม่ถูกทอดทิ้ง และป้องกันอุบัติเหตุไปในตัว

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก komchadluek.net

บำรุงครรภ์ด้วยสารอาหารหลากชนิด

ทุกคนที่รู้ตัวว่ากำลังจะกลาย เป็นคุณแม่ มักจะเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อบำรุงอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์ แต่บางครั้งอาหารที่คุณแม่เลือกรับประทานก็ไม่ได้มีประโยชน์ กับลูกน้อยโดยตรง กลับไปเพิ่มน้ำหนักให้คุณแม่ต้องรีดออกหลังคลอดด้วยซ้ำไป อาหารบำรุงครรภ์สามารถแบ่งได้ตามประเภทของสารอาหารต่างๆ ที่เรากินเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ลูกน้อยมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง



ประเภทคาร์โบไฮเดรต อาหาร ที่ร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงานในการเจริญเติบโต ควรรับประทานข้าวกล้องเป็นอาหารหลัก เพราะนอกจากจะให้พลังงานแล้วยังมีเส้นใยอาหาร เกลือแร่ และวิตามิน รวมถึงขนมปังโฮลวีต ธัญพืช ผัก และผลไม้

ประเภทโปรตีน เป็น สารอาหารที่ใช้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอ และภูมิคุ้มกันต่างๆ ของร่างกาย ควรรับประทานปลา เนื้อสัตว์ โยเกิร์ต ผลิตภัณฑ์จากนม ถั่ว งา และธัญพืช

ประเภทโฟเลต (กรดโฟลิก) เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันการพิการตั้งแต่กำเนิดของทารก ควรรับประทานตับ เห็ด ฟักทอง ผักใบเขียว ส้ม มะม่วง และมะละกอ

ประเภทไขมัน เป็นสารอาหารที่พัฒนาการ ระบบประสาท ตา สมอง ผิวหนัง และภูมิต้านทาน ควรรับประทาน งา ข้าวโพด ดอกคำฝอย และเมล็ด-ทานตะวัน

ประเภทไอโอดีน ช่วย สร้างฮอร์โมนของต่อม ไทรอยด์ ถ้าขาดไอโอดีนขณะตั้งครรภ์อาจทำให้แท้ง หรือทารกมีปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาด้านสติปัญญา ควรรับประทานอาหารทะเล

ประเภทวิตามินดี ช่วยดูดซึมฟอสฟอรัสและแคลเซียมผ่านผนังลำไส้ เพื่อกระดูกและฟัน ที่แข็งแรง ควรรับประทานไข่แดง เนย ตับ และนม

ประเภทแคลเซียม ช่วยในการแข็งตัวของเลือดและการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ควรรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียว และปลาที่กินได้ทั้งตัว

ประเภทวิตามินเอ จากเนื้อสัตว์จะอยู่ในรูปของเรตินอล ถ้าจากพืชจะอยู่ในรูปของเบต้า- แคโรทีน ควรรับประทานน้ำมันปลา ตับ ฟักทอง คะน้า มะม่วงสุก และมะละกอ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก http://women.fanthai.com

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2557

หลากวิธีคลายเจ็บคลอดโดยไม่พึ่งยา



บรรเทาอาการเจ็บครรภ์คลอดโดยไม่ต้องใช้ยาและแม่ท้องสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา

ที่จริงเราคงมีประสบการณ์แก้ปัญหาอาการเจ็บปวดหลาก หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเป่าลูกประคบเวลาหัวโน เอาผ้าเย็นประคบเวลาปวดศีรษะ การใช้ใบพลับพึงอังไฟมาวางประคบกล้ามเนื้อ และอื่นๆ อีกมากมาย ก่อนที่เราจะมองหายาฉีด วันนี้นำวิธีการต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกที่ทุกเวลามาให้พิจารณากันค่ะ

หลากวิธีการบรรเทาความเจ็บปวด โดยไม่ใช้ยามีหลายวิธีให้เลือกตามความสะดวก ดังนี้
 
          มีคนรู้ใจคอยเป็นเพื่อน ช่วยลดความวิตกกังวล และพบว่าสามารถลดการใช้ยาและการใช้เครื่องมือช่วยคลอดลงไปอย่างเห็นได้ชัด คอยช่วยซักถามคำถามร่วมเป็นกำลังใจ

          ให้คุณแม่เคลื่อนไหวและปรับเปลี่ยนท่าทางในระหว่างเจ็บครรภ์บ่อย ๆ นั่ง ยืน หรือเดิน เป็นท่าลุกขึ้นศีรษะสูง จะช่วยลดความเจ็บปวดได้ดีกว่าท่านอนหงาย เนื่องจากกดทับที่กระดูกก้นกบน้อยกว่า และช่วยให้ช่องคลอดสามารถขยายเพิ่มขึ้นได้ ลูกได้รับออกซิเจนดี และเพิ่มการบีบรัดตัวของมดลูกจาการที่ปากมดลูกถูกกระตุ้นจากการกดของศีรษะ เด็ก การนอนพักในท่านอนตะแคง หรือการโน้มตัวไปด้านหน้าก็ช่วยได้เช่นกัน

          ฝักบัวน้ำอุ่น การใช้น้ำในการบรรเทาอาการเจ็บคลอดสามารถนำมาใช้ได้หลายรูปแบบ เช่น การราดน้ำอุ่นลงบนจุดที่ปวด การแช่ในน้ำอุ่น การใช้ฝักบัว การเช็ดหน้าด้วยผ้าเย็น การพ่นละอองน้ำหรือสเปรย์ละอองน้ำลงที่ใบหน้าเพื่อการผ่อนคลาย เป็นต้น ทั้งนี้สามรถนำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม สิ่งสำคัญคือต้องระมัดระวังอุณหภูมิของน้ำไม่ให้ร้อนหรือเย็นเกินไป การแช่ในน้ำอุ่นควรทำเมื่อปากมดลูกเริ่มเปิด 3-5 ซม.ขึ้นไป

          ลูกประคบหรือใช้ผ้าชุบน้ำร้อนบิดหมาด ประคบบริเวณที่ปวด(จะให้ผลดีกว่าการใช้ความร้อนที่เป็น Dry Heat และช่วยลดการเกิดผลข้างเคียงของความร้อน เช่น Burn บริเวณที่ใช้แล้วได้ผลดี ได้แก่ ก้นกบ สะโพก ฝีเย็บ หลัง ต้นคอ ผลดีที่ได้รับจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและบรรเทาอาการปวด

          สัมผัสอ่อนโยน การกอด การจับมือ การลูบไล้เบา ๆ นอกจากจะช่วยระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนรัก Oxytocin แล้วยังช่วยให้รู้สึกได้รับการดูแล ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ผ่อนคลายจะเกิดขึ้น สัมผัสยังช่วยสงเสริมกำลังใจได้เป็นอย่างดี

          นวดและกดจุด การบีบนวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การบีบกดในจุดที่ลดอาการปวดซึ่งได้แก่ ก้นกบ สะโพก ฯลฯ โดยใช้อุ้งมือกดบริเวณก้นกบหรือสะโพกในขณะที่มดลูกหดรัดตัว มักใช้ร่วมกับการนวดเพื่อผ่อนคลายบริเวณหลัง หัวไหล่ แขน และต้นขา การกดบริเวณต่างๆ ของร่างกายจะมีผลบรรเทาอาการปวดได้ การกดจุดจะกดบริเวณเท้าและมือ จะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและถ่ายเทพลังงานในร่างกายและช่วยทำให้ร่างกาย เข้าสู่สมดุล

          แสงไฟสลัว ช่วยสร้างบรรยายกาศสงบ เป็นส่วนตัว ช่วยให้พักผ่อนได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดความวิตกกังวลได้เป็นอย่างดี

          เสียงเพลง จะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สงบ การเต้นของหัวใจ และการหายใจช้าลง ไม่ตื่นเต้นตกใจ ทำให้มีการหลั่งสารเอนดอร์ฟีน เอนเคบฟาลีน (enkephalin) และซีโรโตนิน (serotonin) ทำให้รู้สึกปวดน้อยลง สามารถเผชิญกับการหดรัดตัวของมดลูกได้ดีขึ้น

         หอมกรุ่นรื่นรมย์ ผ่อนคลาย การใช้น้ำมันหอมระเหย โดยการสูดดม หรือผสมในน้ำมันสำหรับนวดบริเวณผิวหนังเพื่อผ่อนคลาย กลิ่นที่ใช้ ได้แก่ Lavender ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและช่วยบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวด Chamomile ช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย

          สติมาปัญญาเกิด การมีสติสำคัญที่สุด การตั้งเป้าหมายหรือกำหนดจิตของเราให้รับรู้ และบอกกับตัวเองเสมอๆ ว่าเราทำได้ เจ็บและคลอด คลอดแล้วหายเจ็บ หรือการสร้างพลังบวกให้กับตัวเองและพยายามทำต่อไป เราพบว่าความจดจ่อ ทำให้มีการผ่อนคลายและลดอาการปวด มีการใช้ยาบรรเทาปวดลดน้อยลง และระยะเวลาการคลอดสั้นลง

          การเบี่ยนเบนความสนใจออกจากความเจ็บปวด เช่น การมุ่งความสนใจไปยังเสียง ภาพ คำพูดหรือการหายใจที่เป็นแบบแผน (Pattern breathing) หรือการทำสมาธินั้นเอง โดยจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ความเจ็บปวดคล้ายกับการกำหนดลมหายใจ หรืออาณาปาณสติ ช่วยได้ค่ะ


ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก : momypedia.com

มีลูกคนแรกทั้งที เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายดีนะ?


ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายที่กำลังลุ้นว่าจะมีเจ้าตัวน้อยมาเสริมทัพให้ ครอบครัวอบอุ่นคึกคักขึ้น ถ้านี่เป็นลูกคนแรกของครอบครัว คุณอยากได้เป็นลูกสาวหรือลูกชายกันคะ .. ถ้าเป็นประเทศในแถบเอเชียที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเรานัก อย่างจีนหรืออินเดีย ก็มักจะอยากได้ลูกชายมากกว่าลูกสาว ด้วยเหตุผลหลัก ๆ คือเพื่อสืบสกุล และผู้ชายเป็นเพศที่มีหน้ามีตาในสังคมได้มากกว่าผู้หญิง ส่วนทางสังคมฝรั่งน่าจะฟรี ๆ จะเป็นลูกสาวก็ได้หรือลูกชายก็ดี แต่ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าคุณพ่อคุณแม่ชาวมะกันเอง ส่วนใหญ่ก็อยากได้ลูกผู้ชายมาเป็นลูกคนแรกเหมือนกัน ทว่าเหตุผลนั้นแตกต่างออกไป เพราะที่พ่อแม่ชาวอเมริกันอยากได้ลูกชายเป็นลูกคนแรกก็เพราะคิดว่าลูกชาย เลี้ยงดูง่ายกว่าลูกสาวต่างหาก

เว็บไซต์ คูปองโค้ด ฟอร์ ยู ได้ทำการสำรวจคู่รักที่เพิ่งแต่งงานชาวอเมริกันทั้งหมด 2,129 คู่ ถึงการมีลูกคนแรก และได้พบว่าคู่แต่งงานส่วนใหญ่ถึง 47% ต้องการมีลูกคนแรกเป็นลูกชาย ด้วยเหตุผลหลักเพราะคิดว่าลูกชายน่าจะเลี้ยงง่ายกว่าลูกสาว

          ทั้งนี้ในจำนวนคู่แต่งงานที่ระบุว่าต้องการมีลูกชายเป็นลูกคนแรกนั้น 63% เป็นคำตอบจากฝ่ายคุณผู้ชาย อันแสดงให้เห็นว่าคุณพ่อส่วนใหญ่อยากได้ลูกชายกันนั่นเอง โดย เหตุผลหลัก ที่ทำให้คู่รักคู่แต่งงานเหล่านี้อยากได้ลูกคนแรกเป็นลูกชาย คือ ลูกชายน่าจะเลี้ยงง่ายกว่าลูกสาว ซึ่งได้คะแนนไปถึง 45% ส่วนเหตุผลรองลงมา ได้เแก่ พี่ชายคนโตจะปกป้องน้อง ๆ คนหลังได้ดี และต้องการมีลูกชายไว้เพื่อสืบสกุลเป็นเหตุผลตามมาที่ 35% และ 19% ตามลำดับ

อย่าง ไรก็ดี เมื่อลองถามกลุ่มตรงข้ามถึงเหตุผลที่อยากมีลูกคนแรกเป็นลูกสาวดูบ้าง ก็ได้คำตอบว่า การมีลูกคนแรกเป็นลูกสาวน่าจะดีกว่า เพราะด้วยพื้นฐานนิสัยที่มีความแตกต่างกันของทั้งสองเพศ จึงคิดว่าพี่สาวคนโตน่าจะเป็นคนดูแลและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้อง ๆ ได้มากกว่าพี่ชายคนโต

          สิ่งนี้ทำให้เห็นถึงเรื่องค่านิยมของ (ว่าที่) พ่อแม่เมืองลุงแซมที่มีต่อเพศของลูก คาดไม่ถึงเหมือนกันนะคะว่าจะนิยมการมีลูกชายเหมือนกัน แล้ว ส่วนตัวของคุณล่ะคะ ถ้ามีลูกคนแรกขึ้นมาอยากได้ลูกสาวหรือลูกชายกันเอ่ย หรือว่าจะเป็นเพศไหนก็ไม่สำคัญ เพราะยังไงก็เป็นลูกรักของคุณพ่อคุณแม่อยู่ดี หน้าตาจิ้มลิ้มหยิบจากพ่อยืมจากแม่มาคนละนิดแบบนี้ ดูยังไงก็น่ารักที่สุดเลย

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก kapook.com

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กล้ายอมรับ “ ฉันไม่ใช่ แม่ เพอร์เฟค ”?!


คุณว่าตัวเองเป็น แม่ ที่สมบูรณ์แบบหรือเปล่า หากคุณยอมรับและมี “ความกล้าที่จะเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ**”ถ้าคุณกล้าพอ คุณจะพบของขวัญที่มนุษย์ทุกคนต้องการ…

…การมีชีวิตโดยไม่ต้องกังวล ถึงเรื่องที่ผ่านมาในอดีตและอนาคตแต่อยู่กับปัจจุบัน และพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ ในแบบที่ตัวเองเป็น…อย่างที่แม่ติ๋วและตั้มหาของขวัญชิ้นนี้เจอแล้ว

เพราะคุณและลูกของคุณต่างเป็นมนุษย์ ต่างไม่สมบูรณ์แบบ
ด้วยตอนเล็กๆ ครอบครัวของแม่ติ๋วค่อนข้างลำบาก จึงต้องอดทน ทำงานช่วยเหลือครอบครัวตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่แม่ติ๋วก็เป็นเด็กเรียนดี หยิบจับอะไรก็ทำได้ดี ทำงานส่งตัวเองเรียนจนจบ มีหน้าที่การงานดี แม่ติ๋วจึงเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่มีคำว่าผิดพลาดในชีวิตแม่ เมื่อมีครอบครัวและลูก

แม่ติ๋วก็ตั้งใจทำหน้าทีแม่ทุกอย่างเต็มที่ อยากให้ลูกทำได้เหมือนแม่ ทว่าตั้มกลับเป็นตรงกันข้าม
ตอนนี้ตั้มอายุ8 ขวบแล้วเรียนไม่ค่อยดี ดนตรี กีฬา ศิลปะก็ไม่ค่อยถนัด ทุกครั้งที่ลูกชายทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ แม่จะว่า “ไม่เอาไหน แม่ลำบากตั้งแต่เล็กๆ แต่ก็ยังเรียนได้ดีเลย”แต่ตั้มไม่เคยสนใจคำแม่ แม่คิดว่าตั้มเป็นเด็กดื้อเงียบ

มีอย่างหนึ่งที่ตั้มชอบมาก ประกอบตัวต่อหุ่นยนต์ เขาทำได้ไม่มีเบื่อ ประกอบเสร็จจะเอามาให้แม่ดูทุกครั้ง แต่แม่ไม่ค่อยสนใจ เพราะไม่เห็นประโยชน์ แถมบ่นส่งท้าย “ทำอะไรไม่รู้ เอาเวลาไปทบทวนหนังสือหนังหา จะได้เรียนสู้คนอื่นได้ดีกว่า” และถ้ายิ่งเวลาแม่ทำงาน แล้วหงุดหงิด แทบไม่ได้มองหุ่นยนต์ที่ตั้มมาวางให้ดูด้วยซ้ำ

วันนั้นแม่ติ๋วกำลังคุยโทรศัพท์กับลูกค้าที่โทรมายกเลิกงานที่ไปนำเสนอ ไว้ ตั้มกำลังเล่นประกอบตัวต่อเป็นหุ่นยนต์ตัวใหญ่ ใช้เวลาอยู่นานเกือบจะเสร็จอยู่แล้ว แม่วางสายพอดี ถอนหายใจ เริ่มเครียดเพราะเป็นงานสำคัญ กำลังคิดหาทางแก้ไข

ตั้มรีบลุกจะวิ่งไปหาแม่เรียกให้ดูหุ่นยนต์แต่ไม่ทันระวัง จึงชนหุ่นยนต์หล่นจากโต๊ะหลุดกระจายเต็มพื้น ตั้มร้องไห้โฮ!! แม่กำลังหงุดหงิด และตั้มก็ยังร้องไห้ให้บรรยายกาศอึมครึมไปอีก ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ แม่คงดุตั้มยกใหญ่ แต่หลังจากแม่ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นจากการอบรมเพื่อเป็นพ่อแม่ที่ดีรูปแบบ ใหม่ว่าแม่ให้ความสำคัญกับความคิดของตัวเองมากกว่าจะสนใจความรู้สึกของลูก จึงไม่เคยมองเห็นว่าเวลาที่ลูกทำอะไรไม่สำเร็จเขารู้สึกอย่างไร และวันนี้เมื่อแม่ทำงานสำคัญพลาด ทั้งที่ไม่เคยพลาด ทำให้แม่เข้าใจมากขึ้น

คราวนี้แม่ติ๋วลุกมาหาตั้มแล้วพูดว่า “วันนี้เป็นวันที่แย่จริงๆ สำหรับเราทั้งสองคนเลยนะ แม่เข้าใจความรู้สึกของตั้มดีเพราะแม่เพิ่งถูกปฏิเสธงานที่เสนอลูกไป แต่แม่เห็นว่าตั้มอดทนและมีความพยายามมากทุกครั้งที่ต่อหุ่นยนต์ แม่เชื่อว่าตั้มจะต่อใหม่ได้ แม่ก็จะพยายามเหมือนกันนะ”

การถูกปฏิเสธงานทำให้แม่ติ๋วรู้สึกแย่ แต่แม่ก็แสดงความเข้าใจปัญหาและไม่ละเลยความรู้สึกของตั้มว่ามีความสำคัญ สำหรับแม่เช่นกัน แม่ไม่ปล่อยให้ตัวเองวนเวียนอยู่การพลาดงานครั้งนี้

การเข้าใจและยอมรับความรู้สึกของตนเองและของลูก เป็นวิธีให้เกียรติตัวเองและผู้อื่น (ที่ทั่วไปใช้คำว่าเคารพความรู้สึกตัวเองและความรู้สึกของผู้อื่น) ซึ่งสิ่งนี้ทำให้คนเราเห็นคุณค่าในตนเอง เป็นจุดสำคัญในการเสริมสร้างกำลังใจ

ความสัมพันธ์ของแม่ลูกก็ไปในทางที่ดี แม่ติ๋วผ่อนคลายลง เข้าใจและยอมรับว่าไม่จำเป็นต้องเป็นแม่สมบูรณ์แบบลูกก็รักและเชื่อฟังเธอ ได้ ตั้มให้ความร่วมมือกับแม่เรื่องเรียนมากขึ้น แม่ก็หันมาสนใจการประกอบหุ่นยนต์ของตั้มและมองเห็นข้อดีในตัวตั้มหลายๆ อย่างจากงานนี้

หมายเหตุ** ดร. รูดอล์ฟ ไดรเคอร์ส (Rudolf Dreikurs) จิตแพทย์ผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ผู้ริเริ่มพัฒนาแนวคิด “ความกล้าที่จะเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบ”

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก กล้ายอมรับ “ ฉันไม่ใช่ แม่ เพอร์เฟค ”?! จาก นิตยสาร Real Parenting

แม่ท้องไม่สบาย ..ใช้ยาได้ไหมเนี่ย ?


โดย: ผศ.ดร.นพ.ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร

แม่ท้อง ก็มีวันเจ็บไข้ได้เหมือนกันนะ สงสัยจังว่า..จะดูแลตัวเองยังไงดี

“โอย…!  ไม่สบาย มา 2-3 วันแล้ว เจ็บคอจังเลย น้ำมูกก็เยอะ หายใจไม่ออก ทำยังไงดี ยาก็ไม่กล้ากินเพราะท้องอยู่”

“ตอนนี้ท้องแล้ว ยาที่เคยกินเป็นประจำ จะกินต่อได้ไหมนี่ ?”
“ตายแล้ว…เมื่อวานกินยาแก้ปวดไป 2 เม็ด จะเป็นอะไรไหมนี่ กำลังท้องอยู่เสียด้วย”

เมื่อไม่ สบายเล็กๆ น้อยๆ คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่คงเคยคิดสงสัยแบบนี้มาแล้วและพอพูดถึงเรื่องไม่สบาย คงหนีไม่พ้นที่ต้องพูดถึงเรื่องยาด้วย หลายคนคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของยาบางอย่างที่ทำให้ลูกน้อยในท้องพิการ จึงทำให้เกิดความกังวลเวลาไม่สบายขึ้นมา(เพราะอาจต้องกินยา)

จริงครับ ยาบางชนิดอาจมีผลร้ายแรงต่อลูกในท้อง สามารถทำให้เกิดการแท้ง หรือพิการแต่กำเนิดได้ แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ยาที่ใช้กันทั่วไปส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างปลอดภัยทั้งกับคุณแม่และลูกในท้อง แต่เพื่อความไม่ประมาท เมื่อจะใช้ยาคุณแม่ควรต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้าแพทย์ผู้ดูแลไม่ได้สั่งยานั้นให้(ซื้อเองตามร้านขายยาทั่วไป)

แม่กินยา..ลูกกินด้วย

ยาเกือบ ทุกชนิด เมื่อคุณแม่กินเข้าไป จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด และส่วนหนึ่งจะผ่านรกไปสู่ลูกในท้อง ทำให้ลูกได้รับยานั้นด้วย ยาจะก่อให้เกิดอันตรายต่อลูกในท้องหรือไม่นั้น ขึ้นกับว่าเป็นยาชนิดอันตรายมากน้อยแค่ไหน และลูกได้รับในปริมาณเพียงใด ที่สำคัญยังขึ้นกับระยะของการตั้งครรภ์อีกด้วย
โดยปกติแล้ว ช่วงเวลาที่อันตรายและอาจทำให้ลูกน้อยเกิดความพิการได้มากที่สุด คือช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพราะเป็นช่วงที่ทารกกำลังสร้างอวัยวะต่างๆ อยู่ ถ้ามีอะไรไปรบกวนในช่วงนี้จะทำให้เกิดความพิการขึ้นมาได้

เมื่อพ้นช่วงนี้ไปแล้วมักไม่มีผลทำ ให้เกิดความพิการอะไรหรอกครับ แต่จะไปมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มากกว่า ที่สำคัญอีกอย่างคือ มีผลต่อสมอง ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยตลอดตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนหลังคลอด ดังนั้นยาบางชนิดแม้จะไม่ก่อให้เกิดความพิการที่เห็นได้ชัดทางร่างกาย แต่อาจมีผลต่อพัฒนาการของสมองของลูกได้

ใช้ยาให้ปลอดภัย

คุณแม่คงสงสัยว่า แล้วอย่างนี้ถ้า ไม่สบาย ขึ้นมาระหว่างที่ท้องอยู่จะทำอย่างไรดี? จะรับประทานยาได้หรือไม่ ? แล้วยาชนิดไหนอันตราย ? คำถามนี้ตอบยาก คงต้องพิจารณาเป็นกรณีไปครับ แต่มีคำแนะนำโดยทั่วไปอยู่บ้าง ถ้าคุณแม่เกิด ไม่สบาย ขึ้นมาหรือจำเป็นต้องรับประทานยาระหว่างตั้งครรภ์

* อย่าลืมประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า คุณแม่กำลังตั้งครรภ์อยู่ โดยบอกให้แพทย์ เภสัชกร หรือใครก็ตามที่จะรักษาคุณแม่รู้ว่า ฉันกำลังท้องอยู่นะคะ โดยเฉพาะถ้าเพิ่งตั้งครรภ์ (ท้องโตมากแล้วคงไม่ต้องก็ได้ มันเห็นๆ กันอยู่น่ะ)

* ถ้าเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาใดๆ ก็ตามในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะยาที่ซื้อใช้เอง

* ถามตัวเองหรือหมอที่ดูแลว่า จำเป็นต้องใช้ยารักษาอาการไม่สบายที่เกิดขึ้นนั้นหรือไม่ มีทางเลือกอื่นบ้างหรือไม่ที่ไม่ต้องใช้ยา

* ถ้าจะต้องใช้ยาชนิดใดก็ตาม คุณแม่ต้องทราบให้แน่ชัดว่า ยานั้นใช้เพื่อรักษาอะไร และมีผลข้างเคียงหรือไม่ อย่างไร โดยเฉพาะกับลูกในครรภ์ คุณแม่อย่าไปเชื่อเอกสารกำกับยาเสียทีเดียวนะครับ บางทีรายละเอียดในนั้นมีไม่มากพอสำหรับแม่ตั้งครรภ์ อีกอย่างในบ้านเรามักไม่มีเอกสารกำกับยาให้ด้วยซ้ำ ดังนั้นควรปรึกษากับเภสัชกรหรือแพทย์เป็นดีที่สุดครับ

* ปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล ว่ายาชนิดไหนปลอดภัยและอันตรายสำหรับแม่ตั้งครรภ์เสียตั้งแต่เริ่มไปฝากครรภ์

* อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตกใจ ถ้ารับประทานยาบางชนิดเข้าไปแล้ว โดยเฉพาะตอนที่ยังไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ใจเย็นๆ ครับ เพราะอย่างที่บอก ยาส่วนใหญ่นั้นปลอดภัย แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความแน่นอนและสบายใจดีกว่าครับ

* ในกรณีที่คุณแม่มีโรคประจำตัว ต้องรับประทานยาบางชนิดอยู่เป็นประจำนั้น เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาถึงผลข้างเคียง ขนาดของยาและความจำเป็นที่จะต้องใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ แต่จะให้ดีที่สุด ควรปรึกษากันเสียก่อน ตั้งแต่เริ่มวางแผนว่าจะตั้งครรภ์ครับ รวมทั้งต้องคำนึงด้วยว่า ถ้าไม่ใช้ยารักษาโรคที่เป็นอยู่ จะส่งผลต่อการตั้งครรภ์หรือลูกในท้องหรือไม่ อย่างไร

* ระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่ควรใช้ยาในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดกับลูกให้มากที่สุด และเมื่อเกิดอาการไม่สบายขึ้นมา ถ้าเป็นไม่มากนักการดูแลรักษาตัวเองอย่างถูกต้องและเหมาะสม จะช่วยให้คุณแม่หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็นได้

แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาจริงๆ หัวใจสำคัญคือ ต้องใช้อย่างระมัดที่สุด หรือใช้ยาโดยไม่ได้อยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์

ดูแลรักษาตัวเองกันดีกว่า

อาการเจ็บไข้ไม่สบายบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอหรือกินยาเสมอไปหรอกครับ คุณแม่สามารถดูแลรักษาตัวเองได้

* ไข้หวัด
พบได้บ่อยมาก เป็นกันเกือบทุกคนแหละครับ ส่วนใหญ่ก็มีอาการไข้ ปวดศีรษะมีน้ำมูก ไอ หรืออาจมีอาการเจ็บคอร่วมด้วย ถ้าเป็นไม่รุนแรงมักหายได้เองถ้าดูแลรักษาตัวอย่างถูกวิธี ก็โดยการพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำเยอะๆ รักษาร่างกายให้อบอุ่น แค่นี้ก็เพียงพอครับ นอกจากนั้นก็อาจใช้ยาช่วยรักษาตามอาการด้วยก็ได้

สำหรับอาการไข้หรือปวดศีรษะ สามารถใช้ยาพาราเซตามอลแก้ปวด ลดไข้ได้เพราะปลอดภัย โดยรับประทานครั้งละ 2 เม็ดทุก 4-6 ชั่วโมง ถ้ารู้สึกว่ามีไข้ ควรวัดอุณหภูมิสักหน่อยก็ดี ถ้าไข้ไม่สูงก็ลองรับประทานยาไปก่อนได้ แต่ถ้าไข้สูงเกิน 37.80 C ควรปรึกษาแพทย์ เรื่องของยาแก้หวัดลดน้ำมูกนั้น ที่ใช้กันทั่วไปก็สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ส่วนยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบที่ เรียกๆ กันนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกราย จะใช้ก็ในกรณีที่คออักเสบหรือทอนซิลอักเสบร่วมด้วย ส่วนใหญ่ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาไข้หวัดนั้นก็ปลอดภัย แต่ไม่แนะนำให้ไปซื้อมารับประทานเอง ควรให้แพทย์สั่งให้จะดีกว่า

* ท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือโรคกระเพาะอาหาร

พบได้บ่อยพอสมควรในคนท้อง เนื่องจากระบบการย่อยอาหารทำงานเปลี่ยนไปคุณแม่ที่มีอาการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้วต้องดูแลรักษาตัวเองให้ดี ครับ โดยพยายามรับประทานอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย และควรเปลี่ยนวิธีรับประทานอาหาร โดยรับประทานทีละไม่มาก และบ่อยๆ แทนที่จะรับประทานเป็นมื้อใหญ่ๆ (ทีละน้อยแต่ทั้งวันว่างั้นเถอะ) แต่ถ้ามีอาการมากอาจใช้ยาเคลือบกระเพาะ ลดกรดช่วยได้ ซึ่งปลอดภัยครับ

* ท้องผูก

นี่ก็เป็นปัญหาที่พบในแม่ตั้งครรภ์เกือบทุกคน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามปกติครับ การดูแลรักษาตัวเองทำได้โดยพยายามรับประทานผัก ผลไม้มากๆ เพื่อเพิ่มกากอาหาร นอกจากนั้นควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อไม่ให้อุจจาระแข็งเกินไป จะช่วยให้ถ่ายสะดวกขึ้น ในกรณีที่เป็นมากจริงๆ ก็คงต้องพึ่งยาระบายครับ แต่ควรเป็นยาระบายชนิดที่ช่วยเพิ่มกากอาหาร หรือชนิดที่ทำให้อุจจาระอ่อนจะดีกว่าชนิดที่กระตุ้นการทำงานของลำไส้ครับ

* ท้องเสีย

พบได้ไม่ บ่อยนัก และส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงครับ ถ้าเพียงถ่ายเหลวไม่กี่ครั้งก็คงไม่มีอันตรายต่อทั้งคุณแม่และลูก เพียงแค่ดื่มน้ำมากๆ หรือดื่มน้ำผสมผงเกลือแร่ก็ได้ อาการก็มักจะหายไปเอง แต่ถ้าถ่ายเหลวและมีมูกหรือเลือดปนออกมาด้วย ควรไปพบแพทย์ครับ
อาการ เหล่านี้จะเกิดขึ้นกับระบบใดระบบหนึ่งของร่างกาย จะไม่ส่งผลใดๆ ต่อลูกในท้อง เช่น ท้องผูกก็ส่งผลแค่กับระบบขับถ่าย ไม่ส่งผลกับลูก แต่ที่ต้องระวังคือยาที่ใช้ ผิดกับโรคที่เกิดขึ้นกับร่างกายทั้งระบบ เช่น เบาหวาน ซึ่งส่งผลทั้งกับแม่และลูก และการรักษาก็ต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิด รวมทั้งยาที่ใช้ด้วย

ใช้ยาตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด

ในกรณี ที่แพทย์สั่งยาให้คุณแม่ไปรับประทาน โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ ก็ควรรับประทานให้ตรงตามแพทย์สั่งจนหมด เพื่อให้อาการหายขาดและป้องกันการดื้อยาด้วย แต่ส่วนใหญ่ที่เคยพบนั้น คุณแม่จะกลัวมาก จึงหยุดรับประทานยาเมื่ออาการดีขึ้น ผลก็คืออาการไม่หายขาดและกลับเป็นซ้ำขึ้นมาอีก ซึ่งบางรายอาจต้องใช้ยาเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ อีกกรณีหนึ่งก็คือคุณแม่กลัวจะไม่หาย แม้กระทั่งยาหมดแล้วก็อุตส่าห์ไปหาซื้อยามารับประทานเพิ่มอีก อย่างนี้ก็ได้รับยาโดยไม่จำเป็นครับ

สรุปว่า ถ้าไม่สบายระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ต้องกังวลให้มาก ปฏิบัติตัวตามที่แนะนำ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก แม่ท้องไม่สบาย ..ใช้ยาได้ไหมเนี่ย ? จาก Momy pedia

ช่วงตั้งท้องเจ็บหน้าอกไม่ใช่เรื่องน่ากลัว


ช่วงไตรมาสแรกระดับฮอร์โมนที่เพิ่มมาก ขึ้นจะกระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณทรวงอกของว่าที่คุณแม่มากขึ้น ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปผลที่ตามมาก็คือ คุณแม่ท้องอาจรู้สึก เจ็บหน้าอก แปลบๆ  รวมถึงรู้สึกว่าหน้าอกไวต่อสัมผัสมากขึ้นได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 4 – 6 คุณแม่หลายคนอาจรู้สึกว่าอาการนี้คล้ายช่วงก่อนมีประจำเดือน เพียงแต่อาการช่วงตั้งครรภ์อ่อนจะชัดเจนและรุนแรงกว่า

คุณแม่อาจสังเกตเห็นเส้นเลือดดำใต้ผิวหนัง ทรวงอก หัวนมและลานนมมีสีเข้มรวมถึงขยายใหญ่ขึ้น รวมถึงมีตุ่มเล็กๆ (Montgomery?s Tubercles)บริเวณลานนม เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังปรับตัวเตรียมพร้อมให้นมเมื่อเจ้าตัวเล็กคลอดออก มาเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายไตรมาสแรก หน้าอกของว่าที่คุณแม่จะเริ่มผลิตนมน้ำเหลือง (Colostrum) ซึ่งเป็นน้ำนมอึกแรกที่ลูกจะได้ดูดหลังคลอด
 
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 หน้าอกของว่าที่คุณแม่จะเริ่มขยายใหญ่ขึ้นตามอายุครรภ์ จนกระทั่งคุณอาจต้องเพิ่มขนาดเสื้อชั้นในขึ้นอีกอย่างน้อย 1 – 2 ไซส์ ผิวหนังที่ยืดออกอาจทำให้เกิดอาการคันรวมถึงรอยแตกลายได้

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก ช่วงตั้งท้องเจ็บหน้าอกไม่ใช่เรื่องน่ากลัว จาก นิตยสาร Real Parenting

แม่ตัวใหญ่ลูกในท้องต้องใหญ่ตามไซส์แม่รึเปล่า


อายุครรภ์ 28-41 สัปดาห์  : น้ำหนักเพิ่มขึ้นเยอะขนาดนี้ ทำให้ลูกตัวใหญ่เกินไปจนคลอดยากหรือเปล่า  ช่วงใกล้คลอดแบบนี้ เราเชื่อว่ามีคุณแม่หลายคนรู้สึกกังวลกับปัญหานี้ค่อนข้างเยอะ เพราะห่วงว่าอาจจะไม่ได้คลอดเองตามที่ตั้งใจไว้ ทั้งนี้การที่เรามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเยอะไม่ได้หมายความว่า ลูกในท้อง จะต้องตัวใหญ่เสมอไป ยังมีตัวแปรอื่นๆอีกมากมายเสริมด้วย เช่น

- พันธุกรรม กับน้ำหนักแรกเกิดของตัวคุณเอง ถ้าคุณตัวใหญ่เมื่อแรกคลอด ลูกของคุณก็มีโอกาสเป็นเหมือนคุณเช่นกัน

- น้ำหนักช่วงตั้งท้อง คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักตัวมากอยู่แล้ว มักคลอดทารกที่ตัวใหญ่

- คุณภาพการกิน ที่ทำให้น้ำหนักคุณเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งเมื่อดูจากตัวแปรทั้งหมดแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์ที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น 15-20 กิโลกรัม จะให้กำเนิดทารกที่มีน้ำหนัก ประมาณ 2.5-3 กิโลกรัม และคุณแม่ตั้งครรภ์ที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น 10-11 กิโลกรัม จะให้กำเนิดทารกที่มีน้ำหนัก ประมาณ 3.6 กิโลกรัม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยเฉลี่ยแล้วขนาดตัวของทารกจะแปรผันตามน้ำหนักตัวของคุณแม่เสมอ

วิธีการวัดขนาดของทารก

1.ด้วยการคลำจากฝีมือคุณหมอ โดยคลำตรงส่วนท้อง และการวัดความสูงของยอดมดลูก แต่วิธีตรวจวัดนี้อาจคลาดเคลื่อนได้ ประมาณหนึ่งกิโลกรัมหรือมากกว่านั้น

2.สามารถดูขนาดตัวของเด็กได้จากภาพอัลตราซาวด์

ถ้าลูกตัวใหญ่ อย่าไปกลัว!

ว่าจะคลอดยาก เพราะถึงแม้ลูกเราจะตัวใหญ่ แต่เชื่อไหมว่า คุณแม่คนอื่นๆ ก็สามารถเบ่งคลอดน้องที่ตัวโตขนาด 3.6 กิโลกรัมออกมาได้ สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้คลอดยาก หรือง่าย ไม่ใช่อยู่ที่ขนาด แต่อยู่ที่ตำแหน่งของหัวเด็กมากกว่า ถ้าหัวของเด็กอยู่ตรงอุ้งเชิงกรานพอดี ก็ไม่มีปัญหา

คลอดเอง หรือ ผ่าคลอด

ถ้าคุณแม่ต้องการจะเบ่งคลอดเอง คุณหมอจะปล่อยให้เบ่งคลอดตามธรรมชาติ โดยคอยตรวจสอบดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อไหร่ที่หัวของเด็กเคลื่อนลงมาตามคอมดลูกในเกณฑ์ปกติของแพทย์ คุณหมอก็จะไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น เว้นเสียแต่ว่า ถึงเวลาแล้วเด็กไม่สามารถคลอดเองได้ คุณหมอก็จะกระตุ้นด้วยการฉีดฮอร์โมนออกซีโตซิน และถ้ายังคลอดไม่ได้อีก ก็จะทำการผ่าคลอดต่อไป

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก แม่ตัวใหญ่ลูกในท้องต้องใหญ่ตามไซส์แม่รึเปล่า จาก Real Parenting

อาหาร สำหรับคน หลังคลอด “ช่วยฟื้นพลังงานได้ดีนักเชียว”


อาหาร สำหรับคน หลังคลอด ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งค่ะ  มีคำแนะนำเกี่ยว อาหารสำหรับคนหลังคลอด เพื่อให้คุณแม่ทั้งหลายฟื้นร่างกายได้อย่างดีมากขึ้นค่ะ นอกจาก อาหารสำหรับคนหลังคลอด จะช่วยเติมพลังงานงานให้กับคุณแม่ทั้งหลายแล้ว ใน อาหารสำหรับคนหลังคลอด ยังมีส่วนช่วยให้คุณแม่ลดอาการต่างๆ ที่จะตามมาหลังคลอดอีกด้วยค่ะ  ว่าแล้วเรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่า อาหารสำหรับคนหลังคลอด นั้นมีอะไรที่ต้องรับประทานกันบ้างเอ่ย

ตอนตั้งท้องคุณแม่ต้องการพลังงานมากขึ้นกว่าปกติวันละ 300 กิโลแคลอรี หลายคนคิดว่า หลังคลอด แล้วร่างกายก็คงกลับไปต้องการพลังงานเหมือนปกติ แต่จริงๆ ไม่ใช่เลยค่ะ เพราะช่วงนี้คุณแม่ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นจากช่วงท้องอีกเสียด้วยซ้ำ

หลังคลอด ร่างกายของคุณแม่ต้องการพลังงานมากกว่าตอนขณะตั้งครรภ์ 500 กิโลแคลอรีต่อวันค่ะ พลังงานที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกนำไปใช้สร้างน้ำนมและชดเชยพลังงานที่เสียจากการ คลอด เพราะฉะนั้นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการนี่แหละค่ะ จะช่วยให้แม่หลังคลอดฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ช่วยซ่อมแซมให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรค ลดอาการอ่อนเพลียจากการสูญเสียเลือดและน้ำขณะคลอดได้ เรามาดูกันว่าอาหารชนิดใดบ้างจะช่วยให้คุณแม่กลับมาสดชื่น ที่สำคัญช่วยลดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาตอนหลังคลอดได้ด้วย

อ่อนเพลีย : โปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินซี

ที่มา : เกิดจากร่างกายสูญเสียเลือดและน้ำ รวมไปถึงความเครียดและความเมื่อยล้าขณะคลอด
อาหารแนะนำ : อาหารที่มีโปรตีนและธาตุเหล็กสูงเพื่อช่วยสร้างเม็ดเลือดทดแทนที่ร่างกายต้องสูญเสียไป

ธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด ป้องกันภาวะโลหิตจาง ทำให้มีกำลัง ไม่อ่อนเพลีย มีมากในเครื่องในสัตว์ ไข่แดง เนื้อแดง ผักสีเขียวเข้มและงา

วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงควรกินธาตุเหล็กพร้อมกับผักผลไม้สดที่มีวิตามินซี

น้ำนมน้อย : อาหาร 5 หมู่

ที่มา : ส่วนหนึ่งเกิดจากร่างกายได้รับพลังงานอาหารไม่เพียงพอหรือได้รับสารอาหารไม่ ครบถ้วน ในระยะให้นมลูกพลังงานที่ต้องการเพิ่มขึ้นนั้น ถูกนำมาสร้างเป็นน้ำนม

อาหารแนะนำ : อาหารทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอเพื่อใช้สำหรับผลิตน้ำนม
โปรตีน ถ้าร่างกายได้รับโปรตีนไม่เพียงพอก็ทำให้ปริมาณน้ำนมน้อย สำหรับแคลเซียมซึ่งต้องการเพิ่มขึ้น 1,500 มิลลิกรัมต่อวันเนื่องจากในน้ำนมแม่เฉลี่ย 100 มิลลิลิตรมีแคลเซียม 30 มิลลิกรัม ถ้าแม่ได้แคลเซียมไม่เพียงพอระดับแคลเซียมในน้ำนมจะคงอยู่เท่าเดิม โดยการดึงแคลเซียมจากกระดูกแม่มาทดแทน ดังนั้น จึงต้องรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพื่อป้องกันการสูญเสียแคลเซียม จากกระดูกแม่นั่นเอง เช่น การดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1–2 แก้ว, การรับประทานเต้าหู้หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองหรือปลาที่รับประทานทั้ง กระดูกได้จะช่วยเพิ่มแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น

ผิวแห้ง : น้ำ
ที่มา : ร่างกายสูญเสียน้ำหรือดื่มน้ำน้อย

อาหารแนะนำ : ดื่มน้ำเพิ่มขึ้น นอกจากน้ำดื่มแล้ว อาจดื่มน้ำผลไม้สด น้ำสมุนไพร น้ำซุป รวมกันแล้วให้ได้วันละ 8-10 แก้ว แนะนำให้ดื่มน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่น

การดื่มน้ำอย่างพอเพียง จะทำให้สดชื่นลดอาการอ่อนเพลีย ผิวพรรณชุ่มชื้น ช่วยให้การหลั่งน้ำนมดีขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่หวานจัด เพราะจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นค่ะ

ท้องผูก : ใยอาหาร วิตามิน ไขมัน น้ำ
ที่มา : การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้ลำไส้บีบตัวช้าลง ดื่มน้ำน้อย และรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย

อาหารแนะนำ : ควรรับประทานผัก ผลไม้ ที่นอกจากจะมีวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ แล้ว ใยอาหารในผักผลไม้ยังช่วยให้การขับถ่ายง่ายขึ้น

ผักบางชนิด มีฤทธิ์ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี ทำให้สบายตัว ไม่อึดอัดแน่นท้อง และช่วยเพิ่มน้ำนม เช่น ขิง ใบกะเพรา ใบแมงลัก เป็นต้น ในแต่ละวันควรรับประทานผักผลไม้หลากหลายสีเพื่อให้ได้แร่ธาตุครบถ้วน

ควรมีส่วนผสมของน้ำมันในอาหารจานผัก เพื่อที่ร่างกายจะได้ดูดซึมวิตามิน เอ อี ดี เค ได้ดียิ่งขึ้น
อย่าลืมดื่มน้ำ ให้ได้วันละ 8-10 แก้วนะคะ น้ำช่วยให้อุจจาระมีความอ่อนนุ่ม ขับถ่ายง่าย

เจ็บแผลผ่าตัดหรือที่ฝีเย็บ : โปรตีน วิตามินซี

ที่มา : ปกติการคลอดบุตรทำให้ฝีเย็บแยกจากกัน แผลที่ฉีกขาดหรือแผลที่เย็บมักมีการบวมแดง เนื่องจากผิวหนังดึงรั้งกันทำให้เจ็บแผล การกินอาหารโปรตีนสูงจะช่วยสมานแผลได้เร็ว

อาหารแนะนำ : การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงๆ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่วเมล็ดแห้ง เต้าหู้ ทำให้ร่างกายสามารถปรับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะโปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารหลักที่ได้จากเนื้อสัตว์ทำ หน้าที่ช่วยในการส่งเสริมภูมิคุ้มกัน สร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ส่วนวิตามินซีจากผักผลไม้ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อโปรตีนและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เมื่อแผลหายเร็วอาการเจ็บแผลก็จะลดน้อยลง

ผมร่วง : แร่ธาตุ ไขมัน

ที่มา : ผมร่วงอาจเกิดจากภาวะเครียด การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของฮอร์โมนช่วงหลังคลอด ทำให้เส้นผมหยุดเจริญเติบโตชั่วคราว หรือการรับประทานอาหารไม่สมดุลก็ทำให้เกิดอาการนี้ได้

อาหารแนะนำ : ควรรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสี ธาตุเหล็ก แมงกานีส กำมะถัน ไอโอดีน ไบโอติน โอเมก้า 3 เพิ่ม อาหารที่มีประโยชน์กับเส้นผม ได้แก่ หอยนางรม อาหารทะเล ปลา ตับสัตว์ ไข่แดง ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวซ้อมมือ แครอต หัวปลี ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน มะพร้าว มะตูม คะน้า กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี กล้วย สับปะรด องุ่น ส้ม สาหร่ายทะเล

ปวดเมื่อย : แคลเชียม เกลือแร่ วิตามินบี

ที่มา : อาจเนื่องมาจากระหว่างการคลอดมีการบิดเกร็ง หรืออยู่ในท่าเดียวนานๆ การให้นมลูกอาจทำให้ต้องอุ้มลูกเกิดการเมื่อยล้าหรือกลัวลูกตื่นไม่กล้าขยับ ตัว ภาวะเครียดก็ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้
อาหารแนะนำ : การกินอาหารโปรตีน ธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อแดง ทำให้ได้แคลเซียมและวิตามินบี
เมื่อกล้ามเนื้อมีการหดหรือเกร็ง แคลเซียมจะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว วิตามินบีทำให้ปลายประสาททำงานได้ดี ส่วนการดื่มน้ำสมุนไพรต่างๆ เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ หรือการปรุงอาหารด้วยเครื่องเทศ สมุนไพร จะช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ทำให้กระปรี้กระเปร่า ลดอาการเครียด กระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตให้เดินสะดวกและรักษาอุณหภูมิในร่างกาย

ขอแนะนำ 3 เมนู ที่ช่วยบำรุงคุณแม่หลังคลอดให้กลับมาสดชื่นและแข็งแรงค่ะ

- โป๊ะแตกสมุนไพร

- ซุปรวมพลังแคลเซียม

- ผัดขิงเต้าหู้

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก อาหาร สำหรับคน หลังคลอด “ช่วยฟื้นพลังงานได้ดีนักเชียว”  จาก นิตยสาร Modern Mom

อั้นปัสสาวะในช่วงตั้งครรภ์ทำให้แท้งได้จริงหรือ?



สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่คุณแม่กำลัง ตั้งครรภ์ นอกจากจะมีขนาดท้องที่โตขึ้นทุกวันแล้ว ยังมีพฤติกรรมที่แปลกออกไปอีกอย่างคือ จะรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยมาก ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยมากเมื่อเทียบกับตอนก่อนตั้งครรภ์ แต่เพราะว่าต้องเข้าห้องน้ำบ่อยมากขึ้น ทำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หลายคนเลือกที่จะ อั้นปัสสาวะ ซึ่งผลร้ายของการอั้นปัสสาวะอาจจะทำให้ แท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้เลยทีเดียว

ปัญหาปวดปัสสาวะบ่อยมักจะเกิดขึ้นในช่วง ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกและจะเป็นอีกครั้งคือช่วงใกล้คลอด สาเหตุเพราะว่าในช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกนั้น มดลูกจะมีการขยายตัวมากขึ้น ทำให้ไปเบียดกับกระเพาะปัสสาวะ และยังมีเลือดที่ไหลเวียนมายังบริเวณอุ้งเชิงกรานมากขึ้น ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยนั้นเอง

ส่วนระยะใกล้คลอดก็จะปวดปัสสาวะบ่อยอีกเช่นกัน เนื่องจากศีรษะของทารกในครรภ์ได้เคลื่อนตัวไปใกล้และกดลงบริเวณหัวหน่าว ซึ่งก็จะเบียดกระเพาะปัสสาวะอีกเช่นกัน   แต่เนื่องจากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หลายคนอาจจะต้องทำงานนอกบ้าน ไม่สะดวกที่จะเข้าห้องน้ำ จึงใช้วิธีการกลั้นปัสสาวะแทน ซึ่งผลเสียของการกลั้นปัสสาวะ (ไม่ว่าจะเป็นช่วงตั้งครรภ์ หรือไม่ตั้งครรภ์ก็ตาม) จะทำให้กระเพาะปัสสาวะติดเชื้อ นานวันเข้าก็จะเริ่มมีอาการเหมือนปัสสาวะไม่สุด (เหมือนว่ายังจะปัสสาวะอีกแต่ไม่ออกแล้ว) และเมื่อรุนแรงมากขึ้นก็จะปัสสาวะน้อยลง (แต่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ) และสุดท้ายอาจถึงขึ้นกรวยไตอักเสบ ซึ่งอาจทำให้ แท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้

ทางแก้ไขสำหรับคุณแม่ที่กำลัง ตั้งครรภ์และไม่สะดวกในการเข้าห้องน้ำระหว่างเดินทาง คือให้พยายามหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำก่อนจะออกเดินทางไปข้างนอกสัก 1 ชั่วโมง เช่น ถ้าจะไปข้างนอกตอน 10 โมงเช้า หลัง 9 โมงเช้าก็ไม่ควรดื่มน้ำ และควรถ่ายปัสสาวะออกก่อนเดินทางถึงแม้จะไม่ปวด แล้วพอไปถึงที่หมายค่อยดื่มน้ำชดเชยเอา ก็พอช่วยแก้ไขปัญหาไปได้ค่ะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก อั้นปัสสาวะในช่วงตั้งครรภ์ทำให้แท้งได้จริงหรือ? จาก BABYTRICK